Author Archives: sunita555

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่าง ในการทำให้เกิดเป็นกลไกในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

นักเรียนลองนึกดูว่า ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์ประจำชั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชา ประการที่สอง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานของอาจารย์เป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไร อย่างไร ประการที่สาม คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่วยให้การทำงานให้ผลรวดเร็ว และคำนวณได้แม่นยำถูกต้อง ประการที่สี่ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการได้ ประการสุดท้ายคือ ตัวข้อมูลที่เป็นเสมือนวัตถุดิบที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสารสนเทศตามที่ต้องการ

clip_image002 องค์ประกอบสารสนเทศทั้ง 5

1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ์)

2. ซอฟต์แวร์

3. ข้อมูล

4. บุคลากร

5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

ส่วนประกอบทั้งห้าส่วนนี้ทำให้เกิดสารสนเทศได้ หากขาดส่วนประกอบใด หรือส่วนประกอบใดไม่สมบูรณ์ ก็อาจทำให้ระบบสารสนเทศ ไม่สมบูรณ์ เช่น ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับงาน ก็จะทำให้งานล่าช้า ไม่ทันต่อการใช้งาน การดำเนินการระบบสารสนเทศจึงต้องให้ความสำคัญ กับส่วนประกอบทั้งห้านี้

clip_image004 ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน ดังภาพ

clip_image006 ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียง เป็นลำดับขั้นตอนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ

ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถานศึกษามักจะต้องการ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่มีบทบาทต่อการให้เกิด สารสนเทศ

บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ ในการทำงานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิด ระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขาย เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศได้

ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้ มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน การดำเนินการ ต่าง ๆ ต้องมีขั้นตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ

เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คำนวณ หรือพิมพ์รายงาน ผลตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบสารสนเทศ

อ้างอิง: http://www.oknation.net/blog/nongmay

http://www.chakkham.ac.th/

http://th.wikipedia.org/wiki

Advertisements

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

clip_image001

คอมพิวเตอร์ คือ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำงานตามชุดคำสั่งอย่างอัตโนมัติและให้ผลลัพธ์ออกมาตามต้องการ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ รวมเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ

  • หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
  • หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
  • หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
  • หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)
  • หน่วยแสดงผล (Output Unit)

กลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ เริ่มด้วยเมื่อมีการกดปุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำหลัก จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมที่จะทำงาน เมื่อตรวจสอบเสร็จคอมพิวเตอร์จะแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะทำงาน ก็จะมีการป้อนคำสั่งหรือโปรแกรมหรือข้อมูลโดยผ่านหน่วยรับข้อมูล แล้วนำไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก ต่อจากนั้น หน่วยประมวลผลกลางก็จะทำการตามคำสั่งของโปรแกรมซึ่งเรียกว่า การประมวลผล แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้เก็บไว้ที่ หน่วยความจำ และจะแสดงผลลัพธ์ผ่านหน่วยแสดงผลเมื่อมีคำสั่งให้แสดงผลลัพธ์

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

หน่วยรับข้อมูล คือ
เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลรับข้อมูลหรือคำสั่ง จากผู้ใช้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแปลงข้อมูลหรือคำสั่งนั้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำการประมวลผลต่อไป

อุปกรณ์รับข้อมูล ได้แก่

clip_image002Mouse clip_image003Keyboard

clip_image004Joy Sticks clip_image005Track Ball

clip_image006Touch Screen clip_image007Scanner

clip_image008Digital Camera clip_image009Light Pen

clip_image010POS (Point of Sale Terminal)
clip_image011clip_image012OMR (Optical Mark Reader)

หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

clip_image013clip_image014

หน่วยประมวลผลกลาง คือ
ส่วนที่ทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล และควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ

  • หน่วยควบคุม (Control Unit)

ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบทั้งหมด ให้ทำงานอย่างถูกต้อง

clip_image015

  • หน่วยคำนวณ (Arithmetic Logic Unit) ทำ หน้าที่ประมวลผลข้อมูลทางคณิตศาสตร์และทางตรรกะ เช่น

– การคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร
– การกระทำทางตรรกะ (AND , OR)
– การเปรียบเทียบ เช่น การเปรียบเทียบค่าของข้อมูล 2 ตัวว่ามีค่าเท่ากัน มากกว่า หรือน้อยกว่า ไม่ว่าข้อมูลจะเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรก็สามารถเปรียบเทียบได้
– การเลื่อนข้อมูล (Shift)
– การเพิ่มและการลด (Increment and Decrement)
– การตรวจสอบบิท (Test Bit)

หน่วยความจำหลัก (Main Memory)

หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยความจำที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. รอม (ROM : Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่
– ใช้บรรจุโปรแกรมสำคัญ ที่ใช้ในการสตาร์ทอัพเครื่อง
– เก็บโปรแกรมคำสั่งไว้อย่างถาวร
– ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง ข้อมูลก็จะยังคงอยู่
– เขียนหรือบันทึกข้อมูลคำสั่งได้เพียงครั้งเดียว ในขั้นตอนการผลิตเครื่องจากโรงงาน ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อีก
– อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว และการเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม

2. แรม (RAM : Random Access Memory) clip_image017

– ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่รับเข้ามาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อนำไปประมวลผล
– ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้ขณะทำการประมวลผลซึ่งยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย
– ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย
– ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งต่างๆ ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่กับเครื่อง
เพื่อใช้ในการประมวลผล
– เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมไว้ชั่วคราว สร้างขึ้นเพื่อผู้ใช้โดยตรง
– สามารถอ่านหรือเขียนทับข้อมูลลงไปได้ตามต้องการ ถ้าไฟดับข้อมูลจะสูญหาย
– การเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม

หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)

หน่วยความจำสำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก

อุปกรณ์ที่เป็นหน่วยความจำสำรอง ได้แก่

  • จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk)
    clip_image019ฮาร์ดิสก์
    จานแม่เหล็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Direct Access) ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ และฟล็อปปี้ดิสก์
  • เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential Access) การบันทึกทำโดยสร้างสนามแม่เหล็กลงบนเนื้อเทป
  • จานแสง (Optical Disk)
    clip_image021เครื่องอ่านแผ่นซีดี (CD-ROM Drive)
    เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ปริมาณมากสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ เช่น CD-ROM (Compact Disc Read-Only Memory) มีความจุข้อมูลสูงมาก ตั้งแต่ 650 เมกะไบท์ (MB) สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้

หน่วยแสดงผล (Output Unit)

หน่วยแสดงผล คือ
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล

การแสดงผลลัพธ์ แบ่งเป็น 2 แบบ

  • แสดงผลทางบนจอภาพ
    clip_image023clip_image025
    การแสดงผลทางจอภาพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Soft Copy คือ จะแสดงผลลัพธ์ขณะที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ อุปกรณ์คือ จอภาพคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งภาพบนจอประกอบด้วยจุดหรือ pixel หลายๆ pixel สามารถแสดงผลความละเอียดได้หลายระดับ เช่น 640 * 480 จุด , 800 * 600 จุด , 1024 * 786 จุด
  • แสดงผลทางเครื่องพิมพ์
    clip_image027clip_image029clip_image031
    การแสดงผลทางจอภาพ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Hard Copy คือ สามารถแสดงผลลัพธ์คงทนอยู่นาน ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง อุปกรณ์ที่ใช้ คือ Printer

อ้างอิง

http://www.punyisa.com

ใบงานที่ 2.1

หลักการแก้ปัญหาและเครื่องมือในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ 2 กระบวนการแก้ปัญหา

กระบวนการแก้ปัญหา

สมาชิกกลุ่มที่…………………….

1. น.ส. จรรยาพร สาโยธา ม.4/1 เลขที่ 14

2 น.ส. สุนิตา ไชยเดช ม.4/1 เลขที่ 23

คำชี้แจงให้สมาชิกร่วมกันศึกษาใบความรู้ที่ 2.1 กระบวนการแก้ปัญหา แล้วนำมาใช้แก้ปัญหาต่อไปนี้

สถานการณ์

เด็กชายกิติศักดิ์อยู่ที่ชั้น 30 ของอาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสวิตช์ไฟอยู่ 3 สวิตช์ ใช้สำหรับเปิด – ปิด

หลอดไฟ 3 หลอดในห้องใต้ดิน โดยสวิตช์หนึ่งตัวควบคุมหลอดไฟ 1 หลอด เด็กชายกิติศักดิ์ต้องใช้วิธีการ

อย่างไรจึงจะทราบว่า สวิตช์ตัวใดใช้เปิดปิดหลอดไฟหลอดใดโดยที่เขาจะขึ้นลงระหว่างชั้นที่30 (ที่มีสวิตช์ )

กับชั้นใต้ดิน(ที่มีหลอดไฟ) เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เขาสามารถเปิด – ปิดสวิตซ์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

1) การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา.

ตอบ มีสวิตช์ไฟอยู่ 3 สวิตช์ หลอดไฟ 3 หลอดในห้องใต้ดิน โดยสวิตช์หนึ่งตัวควบคุมหลอดไฟ

1 หลอดโดยที่เขาจะขึ้นลงระหว่างชั้นที่ 30 (ที่มีสวิตช์) กับชั้นใต้ดิน (ที่มีหลอดไฟ)

เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เขาสามารถ เปิด – ปิดสวิตซ์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

2) การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี

ตอบ เครื่องมือ

1.กล้องวงจรปิด

2.ลิฟ

ตอบ ขั้นตอน

1.เปิดสวิตซ์ ไว้ 1 ครั้งก่อน แล้วค่อยดูจากกล้องวงจรปิดว่าหลอดไหนติด

2.เปิดครั้งที่2 และ3 ได้

3) ดำเนินการแก้ปัญหา

ตอบ คือติดกล้องวงจรปิดไว้

4) ตรวจสอบและปรับปรุง

ตอบ การตรวจสอบคือ ลงลิฟมาดูว่าหลอดไหนติด

เขียนเครื่องหมายกำกับไว้บนสวิตซ์ว่าสวิตซ์ไหนเป็นของหลอดไฟหลอดใด

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง 7 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ใบความรู้ที่ 2.1

กระบวนการแก้ปัญหา

หลักการแก้ปัญหา

ในชีวิตประจำวันทุกคนต้องเคยพบกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเรียน การงาน การ

เงิน หรือแม้แต่การเล่นเกม เมื่อพบกับปัญหา แต่ละคนมีวิธีที่จะจัดการหรือแก้ปัญหาเหล่านั้น แตกต่างกันไป

ซึ่งแต่ละวิธีการอาจให้ผลลัพธ์ที่เหมือนหรือแตกต่างกันไป แต่ถ้านำวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ มาศึกษา

พิจารณา จะพบว่าสามารถสรุปเป็นทฤษฎีได้ นักวิชาการทางด้านการศึกษาที่ให้ความสนใจศึกษาใน

เรื่องเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักจะสรุปตรงกันว่า การเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาเป็น การเรียนรู้ในระดับสูงที่ต้องอาศัย

ความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ของผู้เรียนรู้ ก่อนที่จะทราบถึงกระบวนการที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา

ลองมาศึกษาแก้ไขปัญหาตามกิจกรรมต่อไปนี้

1) เกมจับผีเสื้อ จากรูปที่ 1 กำหนดให้ลองหาทางเดินที่จะนำเด็กชายจ๊อบจากจุดภายนอกเพื่อไป

หยิบตาข่ายจับผีเสื้อโดยไม่ผ่านทางเดินที่มีผีเสื้อ และเมื่อได้ตาข่ายแล้วให้หาทางเดินเพื่อจับผีเสื้อ ที่มีอยู่ให้

หมดโดยไม่ทับเส้นทางเดิม

clip_image002 clip_image004

รูปที่ 1 แผนภาพแสดงตำแหน่งผีเสื้อและตาข่าย รูปที่ 2 รอยทางเดินจับผีเสื้อแบบลองผิดลองถูก

รอยทางเดินในรูปที่ 2 เป็นรูปแบบรอยทางเดินของเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งได้พยายามพาเด็กชายจ๊อบไป

จับผีเสื้อ จะเห็นว่า มีการเดินแบบลองผิดลองถูก กล่าวคือเมื่อมีทางให้เลือกเดิน มากกว่าหนึ่งทางก็ลองสุ่ม

ไปยังทางหนึ่งถ้าถูกก็ลองเดินต่อไป แต่ถ้าผิดก็จะมีการย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อเลือกทางอื่นที่ถูกต่อไป

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง 8 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักการแก้ปัญหาและเครื่องมือในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ 2 กระบวนการแก้ปัญหา

clip_image006                                                                                                                                                                                                                              2) เกมทายใจ คือ เกมให้ทายตัวเลข 3 ตัว มีผู้เล่น

2 คน คนหนึ่งเป็นคนกำหนดเลข 3 ตัวที่ไม่ซ้ำกันโดยที่เลข

แต่ละตัวเลือกจาก 0 ถึง 9 ส่วนอีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ทายตัว

เลขที่กำหนดไว้ โดยจะบอกตัวเลข 3 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ผู้

กำหนดจะต้องให้รายละเอียดว่าตัวเลขที่ทายมานั้นถูกกี่ตัว

และถ้าตัวเลขที่ทายมาถูกตำแหน่งด้วยก็ต้องบอกว่าถูก

ตำแหน่งกี่ตัว เช่น ถ้าตัวเลขที่กำหนดไว้เป็น 815 และผู้ทาย

ทายว่า 123 จะเห็นว่าตัวเลขที่ทายนั้นถูก 1 ตัว และไม่มีตัว

ใดถูกตำแหน่ง ผู้กำหนดก็ต้องบอกผู้ทายว่าถูก 1 ตัวแต่ไม่

ถูกตำแหน่ง ดังรูปที่ 3 ซึ่งเป็นตารางแสดงข้อมูลการเล่นเกมทายใจ

จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะใช้วิธีลองผิดลองถูกแล้วยังมีการใช้เหตุ

ผลประกอบการแก้ปัญหา ซึ่งจะสามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงคิดหรือทำเช่นนั้น รูปแบบของการให้เหตุผล

ประกอบการแก้ปัญหาอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของปัญหา จากตัวอย่างปัญหาข้างต้นจะใช้วิธีการ

ให้เหตุผลที่เรียกว่า “วิธีขจัด” (Method of elimination) กล่าวคือ จะแยกข้อมูลออกเป็นกรณีที่อาจเป็นไปได้

แล้วตัดกรณีที่เป็นไปไม่ได้ทิ้งไป จนเหลือกรณีที่เป็นไปได้

ในปัญหาบางปัญหาอาจจะขจัดให้เหลือกรณีเดียวไม่ได้ ก็อาจจะทำให้เหลือกรณีน้อยที่สุด แล้ว

จึงพิจารณาความเป็นไปได้ของแต่ละกรณี ในการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้บางครั้งอาจต้องใช้ตารางช่วยในการ

หาความสัมพันธ์ของข้อมูล เช่น ปัญหาต่อไปนี้

3) ใครเป็นใคร เมื่อ อู๊ด, แอ๊ด, อ๊อด, และ อิ๊ด เป็นภรรยาของ ตุ้ม, ตุ๋ย, ต้อย และ ต้อม เราไม่ทราบว่า

ใครเป็นคู่สามีภรรยากัน แต่ทราบว่า ทั้งสี่คู่ไปงานสังสรรค์แห่งหนึ่ง และมีข้อมูลของบุคคลเหล่านี้เกี่ยวกับ

การไปร่วมงานสังสรรค์ ดังนี้

(1) ภรรยาของตุ้ม ไม่รำวงกับสามีตัวเอง แต่รำวงกับสามีของอู๊ด

(2) ต้อมและอิ๊ด ไม่ยอมออกรำวงเลย

(3) ตุ๋ยและอ๊อดทำหน้าที่เล่นดนตรีตลอดงาน

(4) สามีของอิ๊ดไม่ใช่ตุ๋ย

จงหาว่าใครเป็นคู่สามีภรรยากัน

วิธีคิด เราจะใช้ตารางช่วยพิจารณาความสัมพันธ์ดังนี้

clip_image008

การแก้ปัญหานี้เริ่มด้วยการใช้ตารางช่วยเพื่อแยกข้อมูลสามีและภรรยาออกแล้วใช้วิธีขจัดโดย

กาเครื่องหมาย () ในกรณีที่เป็นไปไม่ได้ตามข้อมูลที่ให้มา ขั้นต่อไปพิจารณาดูกรณีที่เป็นไปได้ คือ ตุ้ม

เป็นสามีของแอ๊ด เนื่องจากเหลือความเป็นไปได้เพียงช่องเดียวในสดมภ์แรก และเมื่อพิจารณาความเป็นไป

ได้ต่อไป โดยดูจากข้อมูลในแถวแรกจะเห็นว่า อู๊ดและต้อยเป็นสามีภรรยากัน และด้วยหลักการดังกล่าวก็

สามารถจับคู่ที่เหลือได้

นอกจากวิธีการแก้ปัญหาที่ยกตัวอย่างมาซึ่งได้แก่ วิธีการลองผิดลองถูก การใช้เหตุผล

การใช้วิธีขจัด ยังมีวิธีการแก้ปัญหาอีกมากมายที่ผู้แก้ปัญหาสามารถเลือกใช้ให้เขากับตัวปัญหาและประสบ

การณ์ของผู้แก้ปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันอย่างดี วิธีการเหล่านั้นล้วนมีขั้นตอนที่คล้ายคลึงกัน

และจากการศึกษาพฤติกรรมในการเรียนรู้และแก้ปัญหาของมนุษย์ พบว่าโดยปกติ มนุษย์มีกระบวนการใน

การแก้ปัญหา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา (State the problem) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกสุด

ก่อนที่จะลงมือแก้ปัญหา แต่ผู้แก้ปัญหามักจะมองข้ามความสำคัญของขั้นตอนนี้อยู่เสมอ จุดประสงค์ของขั้น

ตอนนี้ คือ การทำความเข้าใจกับปัญหาเพื่อแยกให้ออกว่า ข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหาหรือเงื่อนไขของ

ปัญหาคืออะไร สิ่งที่ต้องการคืออะไร และวิธีการที่ใช้ประมวลผลเป็นอย่างไร โดยสรุป องค์ประกอบในการ

วิเคราะห์ปัญหามีดังนี้

1.1 การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดมาในปัญหา

1.2 การระบุข้อมูลออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาคำตอบ

1.3 การกำหนดวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งคำตอบหรือข้อมูลออก

ตัวอย่างที่ 1 แสดงการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของการหาค่าเฉลี่ยของจำนวนเต็ม 5 จำนวน

ได้แก่ 0 3 4 8 และ 12

จากองค์ประกอบในการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

(1) การระบุข้อมูลเข้า ในที่นี้โจทย์กำหนดให้หาค่าเฉลี่ยของจำนวนเต็ม 5 จำนวน ดังนั้น ข้อมูลจำนวน 0 3 4 8 และ 12

(2) การระบุข้อมูลออก จากโจทย์สิ่งที่เป็นคำตอบของปัญหา คือค่าเฉลี่ย (x) ของจำนวนทั้งห้า

(3) การกำหนดวิธีการประมวลผล จากสิ่งที่โจทย์ต้องการ “ค่าเฉลี่ย” หมายถึง ผลรวมของจำนวน

ทั้ง 5 หารด้วย 5 ดังนั้น ขั้นตอนของการประมวลผลประกอบด้วย

3.1 รับค่าจำนวนทั้ง 5 จำนวน

3.2 นำจำนวนเต็มทั้ง 5 มาบวกเข้าด้วยกัน

3.3 นำผลลัพธ์จากข้อ 3.2 มาหารด้วย 5

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง 10 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักการแก้ปัญหาและเครื่องมือในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ 2 กระบวนการแก้ปัญหา

ตัวอย่างที่ 2 แสดงการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของการหาค่า x เมื่อ x คือจำนวนเต็มจำนวนหนึ่งใน

กลุ่มจำนวนเต็ม 5 จำนวน ที่มีค่าเฉลี่ยเป็น 10 และจำนวนอีก 4 จำนวนได้แก่ 3 4 8 และ12

จากองค์ประกอบในการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

(1) การระบุข้อมูลเข้า

จากโจทย์ข้อมูลเข้า ได้แก่

1.1 จำนวนอีก 4 จำนวน คือ 3 4 8 12

1.2 ค่าเฉลี่ยของจำนวนทั้ง 5 จำนวน คือ 10

(2) การระบุข้อมูลออก

จากโจทย์สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ คือ ค่า x

(3) การกำหนดวิธีการประมวลผล

จากโจทย์และความหมายของ “ค่าเฉลี่ย” เราสามารถสรุปขั้นตอนของการประมวลผล ได้ดังนี้

3.1 หาค่าผลรวมของจำนวนเต็มทั้ง 5 โดยนำค่าเฉลี่ยคูณด้วยจำนวนของเลขจำนวนเต็ม นั่น

คือ 10 × 5 = 50

3.2 จากความหมายของ “ผลรวม” จะได้ 3+4+8+12+x = 50

3.3 แก้สมการ 27 + x = 50 (จะได้ x = 23 ซึ่งคือผลลัพธ์)

2. การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี

การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools and Algorithm development) ขั้นตอนนี้

เป็นขั้นตอนของการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับปัญหา

พิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาแล้วในขั้นตอนที่ 1 เราสามารถคาดคะเนวิธีการที่เรา

จะใช้ในการแก้ปัญหา กระบวนการนี้จำเป็นอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หากผู้แก้ปัญหาเคย

พบกับปัญหาทำนองนี้มาแล้วก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา

ขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาโดยพิจารณาความเหมาะสม

ระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่างๆ ของปัญหาซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดัง

กล่าว และสิ่งที่สำคัญคือความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือนั้นๆ ของผู้แก้ปัญหา

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหา คือ ยุทธวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือที่เราเรียกว่าขั้นตอนวิธี

(algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วยแก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้

เครื่องมือดังกล่าวอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและดีที่สุด ในการออกแบบขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา

ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพหรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น

ผังงาน (flowchart) และรหัสลำลอง (pseudo code) เป็นต้น การใช้เครื่องมือช่วยออกแบบดังกล่าวนอกจาก

แสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของ วิธีการที่ใช้ได้ง่ายและแก้

ไขได้อย่างรวดเร็ว

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง 11 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักการแก้ปัญหาและเครื่องมือในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ 2 กระบวนการแก้ปัญหา

3. การดำเนินการแก้ปัญหา

การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation) หลังจากที่ได้ออกแบบขั้นตอนวิธีเรียบร้อยแล้ว ขั้น

ตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือแก้ปัญหาโดยใช้เครื่องมือที่ได้เลือกไว้ หากการแก้ปัญหาดังกล่าวใช้

คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน ขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จ หรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรม

แก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจและเชี่ยว

ชาญ ในการดำเนินการอาจพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ ผู้แก้ปัญหาก็สามารถปรับเปลี่ยนได้

4. การตรวจสอบและปรับปรุง

การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement) หลังจากที่ลงมือแก้ปัญหาแล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่

ใจว่าวิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับราย

ละเอียดของปัญหา ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเข้า และข้อมูลออก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ในทุก

กรณีอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่

สุด

ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เป็นเสมือนขั้นบันได (Stair) ที่ทำให้มนุษย์สามารถ

ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ รวมทั้งการเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้

ปัญหาก็ต้องใช้กระบวนการตามขั้นตอนทั้ง 4 นี้เช่นกัน

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง12 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักการแก้ปัญหาและเครื่องมือในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ 2 กระบวนการแก้ปัญหา

แบบทดสอบตนเอง กิจกรรมที่ 2

1. ให้ผู้เรียนเรียงลำดับขั้นตอนการแก้ปัญหาตามกระบวนการแก้ปัญหาที่ศึกษาจากกิจกรรม โดยใส่หมาย

เลข 1 – 6 หน้าข้อความต่อไปนี้

ตอบ ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสอบและปรับปรุง

3. กำหนดวิธีการประมวลผล

1 ระบุข้อมูลเข้า

4 เขียนผังงานแสดงขั้นตอนวิธี

2 ระบุข้อมูลออก

5 ดำเนินการแก้ปัญหาตามขั้นตอนที่วางแผนโดยใช้เครื่องมือที่เลือกไว้

2. การวิเคราะห์ปัญหา “ตัวเลขแสนกล” มีขั้นตอนใดบ้างที่มีการเปลี่ยนแปลง หากโจทย์ไม่กำหนดให้ตัว

เลข 5 อยู่ในช่องกลางของตาราง (สามารถตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ตอบ ก. ขั้นตอนการระบุข้อมูลออก

ตอบ ข. ขั้นตอนการดำเนินการแก้ปัญหา

ค. ขั้นตอนการระบุข้อมูลเข้า

ง. ขั้นตอนการกำหนดวิธีการประมวลผล

3. วิธีการใดในการแก้ปัญหา “คณิตคิดสนุก” มีขั้นตอนการแก้ปัญหาน้อยที่สุด

ก. ลองผิดลองถูก

ข. การใช้เหตุผล

ค. การใช้วิธีการขจัด

ตอบ ง.การใช้ตารางประกอบ

4. ข้อใดเป็นเงื่อนไขของโจทย์ในปัญหา “ค้นหาเหรียญปลอม”

ก. มีเหรียญจำนวน 9 เหรียญ

ตอบ ข. มีเหรียญปลอมจำนวน 1 เหรียญ

ค. ชั่งเหรียญได้เพียง 2 ครั้ง

ง. ค้นหาว่าเหรียญใดเป็นเหรียญปลอม

5. จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ แล้วให้เลือกว่าข้อความดังกล่าวถูกหรือผิด

ตอบ ผิด การหาค่าเฉลี่ยของจำนวน 9 จำนวน ค่าเฉลี่ยเป็นเงื่อนไขของ ปัญหานี้

ตอบ ถูก วิธีการแก้ปัญหาโดยวิธีการขจัด จะแยกข้อมูลออกเป็นกรณีที่อาจเป็นไปได้

แล้วตัดกรณีที่เป็นไม่ได้ทิ้งไป จนเหลือกรณีที่เป็นไปได้

เอกสารศึกษาด้วยตนเอง 13 สาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับครูเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คุณลักษณะขคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันแบ่งได้ 5 ประเภท

1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์(Super computer)

-มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุด

-ราคาแพงมาก

-มีขนาดใหญ่

-คำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาที

-ใช้แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว

2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์(Mainframe computer)

-มีสมรรถนะการทำงานสูงไม่เน้นความเร็ว

-ความเร็วสูง

-ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อมกัน

-นิยมใช้ในองค์กรใหญ่ๆ

3.มินิคอมพิวเตอร์(Minicomputer)

-ใช้งานในองค์กรขนาดกลางที่ให้บริการข้อมูลแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม

4.ไมโครคอมพิวเตอร์(Microcomputer)

clip_image002

-ได้รับความนิยมมากที่สุด

-มีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง

-เหมาะใช้ส่วนตัวที่บ้าน โรงเรียน

5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก(Handheld computer)

clip_image004

-เก็บข้อมูลประจำวันได้

-สร้างปฏิทิน เล่นเกม ฟังเพลง ฯลฯ

อุปกรณ์ต่อพ่วง

1. เครื่องพิมพ์ชนิดต่าง ๆ (Printer)

เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่ในการแปลผลลัพธ์ที่ได้จาก การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปของอักขระหรือรูปภาพที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ นับเป็นอุปกรณ์แสดลงผลที่นิยมใช้ เครื่องพิมพ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot Matrix Printer)

เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์เป็นเครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้งานกันแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากราคา และคุณภาพการพิมพ์อยู่ในระดับที่เหมาะสม การทำงานของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ใช้หลักการสร้างจุด ลงบน กระดาษโดยตรง หัวพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ มีลักษณะเป็นหัวเข็ม (pin) เมื่อต้องการพิมพ์สิ่งใดลงบนกระดาษ หัวเข็มที่อยู่ในตำแหน่งที่ประกอบกันเป็น ข้อมูลดังกล่าวจะยื่นลำหน้าหัวเข็มอื่น เพื่อไปกระแทกผ่านผ้าหมึก ลงบนกระดาษ ก็จะทำให้เกิดจุดขึ้น การพิมพ์แบบนี้จะมีเสียงดัง พอสมควร ความคมชัดของข้อมูลบน กระดาษขึ้นอยู่กับจำนวนจุด ถ้าจำนวนจุดยิ่งมากข้อมูลที่พิมพ์ลงบนกระดาษก็ยิ่งคมชัดมากขึ้น ความเร็ว ของเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์อยู่ระหว่าง 200 ถึง 300 ตัวอักษรต่อวินาที หรือประมาณ 1 ถึง 3 หน้าต่อนาที เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ เหมาะสำหรับงานที่พิมพ์แบบฟอร์มที่ต้องการซ้อนแผ่นก๊อปปี้ หลาย ๆ ชั้น เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ ใช้กระดาษต่อเนื่องในการพิมพ์ ซึ่งกระดาษประเภทนี้จะมีรูข้างกระดาษทั้งสองเอาให้ หนามเตยของเครื่องพิมพ์เลื่อนกระดาษ

clip_image006

clip_image008

Dot Matrix Printer

Ink-Jet Printer

2. เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)

เครื่องพิมพ์พ่นหมึก เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีคุณภาพการพิมพ์ที่ดีกว่าเครื่องพิมพ์แบบดอตแมทริกซ์ โดยสามารถพิมพ์ตัวอักษรที่มีรูปแบบ และขนาดที่แตกต่างกันมาก ๆ รวมไปถึง พิมพ์งานกราฟิกที่ให้ผลลัพธ์ คมชัดว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ เทคโนโลยีที่เครื่องพิมพ์พ่นหมึก ใช้ในการพิมพ์ก็คือ การพ่นหมึกหยดเล็ก ๆ ไปที่กระดาษ หยดหมึกจะมีขนาดเล็กมาก แต่ละจุดจะอยู่ในตำแหน่งที่เมื่อประกอบกันแล้ว เป็นตัวอักษร หรือรูปภาพ ตามความต้องการ เครื่องพิมพ์พ่นหมึกมีความเร็วในการพิมพ์ มากว่าแบบดอตแมทริกซ์ มีหน่วยวัดความเร็วเป็นในการ พิมพ์เป็น PPM (Page Per Minute) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์มาก อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิมพ์ กราฟิกหรือตัวอักษรที่มีรูปแบบในเวลาเดียวกัน เครื่องพิมพ์พ่นหมึกจะทำงานได้ช้าลง กระดาษที่ใช้กับเครื่อง พิมพ์พ่นหมึกจะเป็นขนาด 8.5 X 11 นิ้ว หรือ A4 ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ ทั้งแนวตั้งที่เรียกว่า “พอร์ทเทรต” (Portrait) และแนวนอนที่เรียกว่า “แลนด์สเคป” (Landscape) โดยกระดาษจะถูกวางเรียงซ้อนกัน อยู่ในถาด และถูกป้อน เข้าไปในเครื่องพิมพ์ที่ละแผ่นเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร

3. เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)

เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เป็นเครื่องที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก แต่สามารถทำงาน ได้เร็วกว่า โดยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ สามารถพิมพ์ตัวอักษรได้ทุกรูปแบบและทุกขนาดรวมทั้งสามารถพิมพ์งาน กราฟิกที่คมชัดได้ด้วย เครื่องเลเซอร์ใช้เทคโนโลยี เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือยิงเลเซอร์ไปสร้างภาพบน กระดาษในการสร้างรูปภาพ หรือตัวอักษรบนกระดาษ

หน่วยวัดความเร็วของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเป็น PPM เช่นเดียวกับ เครื่องพิมพ์พ่นหมึกในปัจจุบัน ความสามารถ ในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์เลเซอร์คุณภาพสูง สามารถพิมพ์ได้หลายร้อยหน้าต่อนาที ซึ่งเหมาะ กับงานในองค์กรขนาดใหญ่ จะนำไปใช้งานในการพิมพ์เอกสารต่าง ๆ ส่วนคุณภาพงานพิมพ์ของเครื่องจะวัด ด้วยความละเอียดในการสร้างจุดลงในกระดาษ ขนาด 1 ตารางนิ้ว เช่นความละเอียดที่ 300 dpi หรือ 600 dpi หรือ 1200 dpi เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ก็จะมีทั้งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบ ขวา-ดำ และเครื่องพิมพ์ เลเซอร์แบบสี ซึ่งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบสีจะมีราคาแพงมาก แต่งานพิมพ์ที่ได้ออกมาก็มีคุณภาพสูง

clip_image010

clip_image012

Laser Printer

plotter

4. พล็อตเตอร์ (plotter)

พล็อตเตอร์ เป็นเครื่องพิมพ์ชนิดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษเหมาะสำหรับงาน เกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม (เขียนลงบนกระดาษไข) และงานตกแต่งภายใน สำหรับวิศวกรรมและสถาปนิก

พล็อตเตอร์ทำงานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็วในการทำงานของ พล็อตเตอร์มีหน่วยวัดเป็นนิ้วต่อวินาที (Inches per Secon: IPS) ซึ่งหมายถึงจำนวนนิ้วที่พล็อตเตอร์สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษ

2. เครื่องสแกนภาพ (Scanner)

สแกนเนอร์ (Scanner) คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของ อนาล็อกเป็นดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถแสดง เรียบเรียง เก็บรักษาและผลิต ออกมาได้ ภาพนั่นอาจจะเป็น รูปถ่าย ข้อความ ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทำงานต่างๆ ได้ดังนี้

    • ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
    • บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
    • แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
    • เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงในในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ โดยพื้นฐานการทำงานของสแกนเนอร์

ชนิดของสแกนเนอร์ และความ สามารถในการทำงาน ของสแกนเนอร์แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

1. Flatbed scanners ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ชนิดนี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMader III

2. Transparency and slide scanners ScanMaker ซึ่งถูกใช้ สแกนโลหะโปร่ง เช่นฟิล์มและสไลด์ ตัวอย่างของสแกนเนอร์ชนิดนี้ เช่น ScanMaker 35t ที่ใช้สแกนเนอร์ 35 mm และ ScanMake 45t ใช้สแกนเนอร์ ฟิล์มขนาด 8″x10″การทำงานของสแกนเนอร์ การจับภาพ ของสแกนเนอร์ ทำโดย ฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพจะถูกจับโดยเซลล์ ที่ไว ต่อแสง เรียกว่า Charge-couple device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสง ได้น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสง ได้มาก กว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่สะท้อนกลับจากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และ เปลี่ยนคลื่นของแสง ที่สะท้อนกลับมาเป็นข้อมูลดิจิตอลหลังจากนั้นซอฟต์แวร์ ที่ใช้สำหรับการสแกนภาพก็จะแปลงสัญญาณเหล่านั่นกลับมาเป็นภาพบนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการสแกนภาพ มีดังนี้

    • SCSI และสาย SCSI หรือ Parallel Port สำหรับต่อจากสแกนเนอร์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
    • ซอฟต์แวร์สำหรับการสแกนภาพซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสแกนเนอร์ให้สแกนภาพตามที่กำหนด
    • สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นำมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟแวร์ที่สนับ สนุนด้าน OCR
    • จอภาพที่เหมาะสมสำหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์
    • เครื่องมือสำหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ หรือสไลด์โปรเจคเตอร์

ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบ่งเป็นประเภทดังนี้

– ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความพยาบมากที่สุดใช้พื้นทีในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด และนำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากร จองเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกน ภาพน้อยที่สุด Single Bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ – Line Art ได้แก่ภาพที่มีประกอบเป็นภาพขาวดำตัวอย่างของภาพ พวกนี้ได้แก่ ภาพจากการสเก็ต Halfone ภาพพวกนี้จะให้เป็นสีโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single Bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบ ๆ

– ภาพ Gray Scale ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉด สีเทาเป็นลำดับขั้น ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึก มากขึ้นกว่าเดิม ภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบ ด้วยจำนวนบิตมากกว่า ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น

– ภาพสี หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วย จำนวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมากความ สามารถ ในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาด ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสแกนเนอร์มีขนาดความละเอียด เท่าไร

clip_image014

clip_image016

Scanner

Modem

3. โมเด็ม (Modem)

เป็นอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภาย นอกได้อย่างง่ายดาย โมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบ คอมพิวเตอร์ของเราสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก โมเด็มจะสามารถ ทำงานของเราสามารสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก โมเด็มจะสามารถทำงาน ของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วย การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณเข้าคู่สายของ โทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็ม จะทำการแปลงสัญญาณ ดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณ อนาล๊อก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์

คำว่า โมเด็ม (Modem) มาจากคำว่า (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงข้อมูลข่าวสารดิจิตอลให้อยู่ในรูปของอนาล๊อกแล้วจึง สัญญาณกลับไปเป็นดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งเมื่อโมเด็มของเราต่อเข้ากับโมเด็มตัวอื่น

ความสามารถของโมเด็ม เราสามารถใช้โมเด็มทำอะไรต่าง ๆ ได้หลายอย่าง เช่น

    • ใช้บริการต่างๆ จากที่บ้าน เช่นสั่งซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต
    • ท่องไปบนอินเตอร์เน็ต
    • เข้าถึงบริการออนไลน์ได้
    • ดาวน์โหลดข้อมูล , รูปภาพและโปรแกรมแชร์แวร์ได้
    • ส่ง – รับโทรสาร
    • ตอบรับโทรศัพท์

ความแตกต่างของโมเด็ม

1. ความเร็วในการรับ – ส่งสัญญาณ ความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณ หมายถึง อัตรา (rate) ที่โมเด็ม สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโมเด็ม อื่นๆ มีหน่วยเป็นบิต /วินาที (bps) หรือ กิโลบิต/ วินาที (kbps) ในการบอกถึง ความเร็วขอโมเด็มเพื่อให้ง่ายในการ พูดและจดจำ
2. ความสามารถในการบีบอัดข้อมูล ข้อมูลข่าวสารที่ส่งออกไปบนโมเด็มนั้น สามารทำให้มีขนาดกะทัดรัด ด้วย วิธีการบีบอัดข้อมูล (compression) ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ครั้งละเป็นจำนวน มากๆ
3. ความสามารถในการใช้เป็นโทรสาร โมเด็มรุ่นใหม่ ๆ สามารถส่งและรับโทรสาร(Fax capabilities) ได้ดีเช่น เดียวกับ การรับ ส่งข้อมูล หากคุณมีซอฟแวร์ที่เหมาะสมแล้วคุณสามารถใช้ แฟคซ์ โมเด็มเป็นเครื่องพิมพ์ (printer) ได้เมื่อเราพิมพ์เข้าไปที่แฟคซ์โมเด็มมันจะส่งเอกสาร ของเราไปยังเครื่องโทรสารที่ปลายทางได้
4. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด โมเด็มจะใช้วิธีการควบคุมความผิดพลาด (error control) ต่าง ๆ มากมาย หลายวิธีในการตรวจสอบเพื่อการยืนยันว่า จะไม่ข้อมูลใด ๆสูญหายไประหว่างการส่ง ถ่ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
5. ออกแบบให้ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก โมเด็มที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่ว ๆ ไปจะมี 2 รูปแบบ คือ โมเด็มแบบติด ตั้งภายนอก (external modems) และแบบติดตั้งภายใน (internal modems)
6.ใช้เป็นโทรศัพท์ได้ โมเด็มบางรุ่นมีการใส่วงจรโทรศัพท์ธรรมดาเข้าไปพร้อมกับความสามารถ ในการรับ/ ส่งข้อมูลและโทรสารด้วย

อ้างอิง

http://molazy.wordpress.com

http://www.thaigoodview.com

จัดทำโดย

ชื่อ จรรยาพร สาโยธา ม.4/1 เลขที่ 14

ชื่อ สุนิตา ไชยเดช ม.4/1 เลขที่ 23

ระบบสื่อสารข้อมูล

 

ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
4.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่างๆซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง

4.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
4.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
4.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป

.

clip_image002[6]

ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น

ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น

clip_image004[4]

สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง สื่อส่งข้อมูลอาจเป็นสายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายใยแก้วนำแสง หรือคลื่นที่ส่งผ่านทางอากาศ เช่น เลเซอร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุภาคพื้นดิน หรือคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียม

clip_image006[4]

โพรโทคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ในคอมพิวเตอร์โปรโตคอลอยู่ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่มีหน้าที่ทำให้การดำเนินงาน ในการสื่อสารข้อมูลเป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น X.25, SDLC, HDLC, และ TCP/IP เป็นต้น

clip_image008[4]

แหล่งอ้างอิง

www.chakkham.ac.th/technology/…/equ.ht.

www.v-bac.ac.th/Section/S_IT/…/unit2.htm.

บทที่9

แฟ้มข้อมูลในภาษาC

สำหรับบทนี้เป็นบทสุดท้ายของเอกสารเล่มนี้ โดยจะกล่าวถึงแฟ้มข้อมูลในภาษา C ซึ่งจะทำให้ผู้เขียนโปรแกรมมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการจัด การสร้าง และการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลในภาษา C ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งได้แบ่งหัวข้อต่าง ๆ เกี่ยวกับแฟ้มข้อมูลในภาษา C ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

9.1 ความหมายของแฟ้มข้อมูลในภาษา C
แฟ้มข้อมูล (data file) คือ แฟ้มที่มีการเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาไว้ด้วยกัน โดยมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องกันไป ตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปจนกระทั่งจบแฟ้มข้อมูล โดยที่ผู้เขียนข้อมูลสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บลงในแฟ้มเป็น field หรือ record ก็ได้ หรืออาจจัดเก็บข้อมูลตามแนวขนาดเนื้อที่โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งข้อมูลในแฟ้ม เป็น field หรือ record ก็ได้ โดยปกติผู้เขียนโปรแกรมภาษา C นิยมแบ่งข้อมูลที่ต้องการลงในแฟ้มเป็น field หรือ record เพราะมีความสะดวกในการเรียกใช้ข้อมูลจากแฟ้มที่ต้องการนอกจากนี้ยังสามาถใช้ โปรแกรม text editor หรือโปรแกรม word processing สร้างแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

9.2 ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลทั่วไป

ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลทั่วไปสามารถแสดงให้เห็นได้ดังรูปต่อไปนี้
รูปที่ 9.1 แสดงลักษณะของแฟ้มข้อมูลทั่วไป

จากรูป 9.1 ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลจะเห็นได้ว่าแฟ้มข้อมูล 1 แฟ้ม ประกอบด้วยข้อมูลเรคอร์ดที่ 1 ถึงเรคอร์ดที่ n โดยที่แต่ละเรคอร์ดประกอบด้วย ฟิลด์ 1 ถึง ฟิลด์ที่ m

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลมากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาตารางที่ 9.1 ต่อไปนี้

9.2 ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลทั่วไป

ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลทั่วไปสามารถแสดงให้เห็นได้ดังรูปโครงสร้างต่อไปนี้

รูปที่ 9.1 แสดงลักษณะของแฟ้มข้อมูลทั่วไป

จากรูป 9.1 ลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลจะเห็นได้ว่าแฟ้มข้อมูล 1 แฟ้ม ประกอบด้วยข้อมูลเรคอร์ดที่ 1 ถึงเรคอร์ดที่ n โดยที่แต่ละเรคอร์ดประกอบด้วย ฟิลด์ 1 ถึง ฟิลด์ที่ m

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลมากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาตารางที่ 9.1 ต่อไปนี้

ตารางที่ 9.1 แสดงแฟ้มข้อมูลนักศึกษาจำนวน 10 คน

ลำดับที่

รหัสประจำตัวนักศึกษา

ชื่อ-นามสกุลนักศึกษา

1

441725101

นางสาวจรรยา พลหาญ

2

441725102

นายยอด ราชชิต

3

441725103

นางสาววนิดา อุดานนท์

4

441725104

นางสาวกมลนิตย์ ทองมหา

5

441725105

นางสาวเจนจิราพร คิอินธิ

6

441725106

นางสาวนภา พุทธสาวงษ์

7

441725107

นายนิพน ราชาไช

8

441725108

นางสาวจันดา แสนต่างใจ

9

441725109

นายสมศักดิ์ งอยแพง

10

441725110

นายทัศน์ชัย อภัยโส

ตารางข้างต้น จะเห็นว่าข้อมูลนักศึกษามี 10 record (ข้อมูล 1 คน = 1 record) โดยที่ในแต่ละ record ประกอบไปด้วยฟิลด์ 2 ฟิลด์ คือ ฟิลด์ที่ 1 คือ รหัสประจำตัวนักศึกษา และฟิลด์ที่ 2 คือ ชื่อ – นามสกุลนักศึกษา

ข้อควรจำ ในวิชาฐานข้อมูลและระบบการจัดการฐานข้อมูล จะใช้คำว่า “ table “ แทนแฟ้มข้อมูล

9.3 การประมวลผลแฟ้มข้อมูลในภาษา C (data file processing in C)

โดยปกติแล้วผู้เขียนโปรแกรมเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูลในภาษา C จะมีความต้องประมวลผลแฟ้มข้อมูลอยู่ 3 แบบ คือ

1) การบันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล (write data into file)
2) การอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มข้อมูลขึ้นมาใช้งาน (read data from file)
3) การเพิ่มข้อมูลลงไปในแฟ้มข้อมูล (append data into file)

9.3.1 การบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูล (write data into file) มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดแฟ้มข้อมูลด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูล (file name) พร้อมกับระบุ mode ของการบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มเป็น “w”
2. บันทึกข้อมูลลงในแฟ้มโดยใช้ฟังก์ชัน putc( ) หรือ fprintf( ) หรือ fwrite( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้ม ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการบันทึกลงแฟ้มดังนี้

  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นตัวอักขระตัวเดียว (single character) ให้ฟังก์ชัน putc( ) เพราะสามารถบันทึกตัวอักขระตัวเดียวได้ดี
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม (integer) หรือตัวเลขจำนวนทศนิยม (floationg point) หรือสตริง (strings) ให้ใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) เพราะสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่บันทึกได้
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นข้อมูลแบบโครงสร้าง (structures) หรือตัวแปรชุด (arrays) ให้ใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) เพราะสามารถกำหนดเนื้อที่และจำนวนครั้งของการบันทึกข้อมูลได้

3. หลังจากบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลควรระวังเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “w” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูลเพื่อบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มเท่านั้น ถ้าเป็นแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคยเก็บข้อมูลไว้แล้ว จะมีผลทำให้ข้อมูลทั้งหมดในแฟ้มข้อมูลเก่า ถูกลบทิ้งไปโดยอัตโนมัติ แล้วสร้างแฟ้มข้อมูลใหม่ขึ้นมาแทนที่

9.3.2 การอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มข้อมูล (read data from file) มีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดแฟ้มข้อมูลด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูล พร้อมกับระบุ mode ของการบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเป็น “r”
2. อ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มโดยสามารถใช้ฟังก์ชัน getc( ) หรือ fscanf( ) หรือ fread( ) อ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มดังนี้

  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มเป็นตัวอักขระตัวเดียวให้ใช้ฟังก์ชัน getc( ) เพราะสามารถอ่านข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวได้ดี
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม หรือตัวเลขจำนวนทศนิยม หรือสตริงให้ใช้ฟังก์ชัน fscanf( ) เพราะสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่อ่านขึ้นจากแฟ้มได้
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านจากแฟ้ม เป็นข้อมูลแบบโครงสร้าง หรือตัวแปรชุดให้ใช้ฟังก์ชัน fread( ) เพราะสามารถกำหนดขนาดเนื้อที่และจำนวนครั้งของการอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มได้

3. นำข้อมูลที่อ่านขึ้นจากแฟ้มไปประมวลผล เช่น พิมพ์ค่าออกทางจอภาพ หรือนำไปคำนวณก็ได้
4. หลังจากประมวลผลข้อมูลที่ได้จากแฟ้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง
fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “r” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูล เพื่ออ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มข้อมูลอย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปในแฟ้มได้

9.3.3 การเพิ่มข้อมูลลงไปในแฟ้มข้อมูล (append data into file)
มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดแฟ้มข้อมูล ด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูลพร้อมกับระบุ mode ของการอ่านข้อมูลจากแฟ้มเป็น “a”
2. เขียนคำสั่งเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลเพิ่มลงแฟ้ม โดยสามารถใช้คำสั่ง fprintf( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้มหรือจะใช้คำสั่ง fwrite( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้มก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียนโปรแกรม
3. หลังจากบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการเพิ่มข้อมูลลงแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “a” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูลสำหรับบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปในแฟ้มได้ โดยที่ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปจะเป็นข้อมูลชุดสุดท้ายของแฟ้มเสมอ

9.4 ฟังก์ชันที่ใช้ในการเปิดและปิดแฟ้มข้อมูล
การเปิดแฟ้มข้อมูลในภาษา C สามารถทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน fopen( ) ส่วนการปิดแฟ้มข้อมูลสามารถทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน fclose( ) ซึ่งมีรายละเอียดการใช้งานแต่ละฟังก์ชัน ดังนี้

9.4.1 ฟังก์ชัน fopen( )
ฟังก์ชัน fopen( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการเปิดแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้ โดยที่ fopen เป็นฟังก์ชันมาตรฐานที่อยู่ในแฟ้ม stdio.h
ดังนั้นก่อนที่จะใช้ฟังก์ชันนี้ จะต้องใช้คำสั่ง #include<stdio.h> อยู่ที่ส่วนต้นของโปรแกรมภาษา C และจะต้องประกาศแฟ้มข้อมูลด้วย คำสั่ง FILE ดังนี้

รูปแบบการประกาศแฟ้มข้อมูลและเปิดแฟ้มข้อมูล

FILE *fp;
fp = fopen(filename,mode);

โดยที่

fp คือ ตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลในแฟ้ม (file pointer) เมื่อใช้คำสั่ง FILE *fp; มีผลทำให้ตัว file pointer ชี้ไปที่ตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้มข้อมูลทันที โดยที่ fp นี้จะสามารถชี้ไปยังข้อมูลที่ต้องการในแฟ้มได้โดยอัตโนมัติ เมื่อมีการบันทึกข้อมูล หรือการอ่านข้อมูลจากแฟ้ม
filename คือ ชื่อแฟ้มข้อมูลที่ตั้งขึ้น โดยต้องเขียนอยู่ภายใต้เครื่องหมาย “…”
mode คือลักษณะของการใช้แฟ้มข้อมูล เช่น เปิดแฟ้มขึ้นมาเพื่อบันทึกข้อมูลหรืออ่านข้อมูลขึ้นมาใช้งาน หรือเพิ่มข้อมูลเข้าไปในแฟ้ม เป็นต้น โดยที่ mode ของการใช้งานแฟ้มข้อมูลมีอยู่หลายชนิดดังตารางที่ 9.2 ต่อไปนี้

ตารางที่ 9.2 แสดง mode ของการใช้แฟ้มข้อมูลในฟังก์ชัน fopen( )

Mode

ความหมาย

text file

binary file

”r”,”rt”

“rb”

เปิดแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่ออ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มอย่างเดียว
ข้อควรระวัง ถ้าแฟ้มข้อมูลที่ระบุให้เป็นแฟ้มใหม่ จะไม่สามารถเปิดแฟ้มได้

“w”,”wt”

“wb”

เปิดแฟ้มข้อมูลใหม่ เพื่อบันทึกข้อมูลลงแฟ้มอย่างเดียว
ข้อควรระวัง ถ้าแฟ้มข้อมูลที่ระบุให้เปิดเป็นแฟ้มเก่า ข้อมูลในแฟ้มเก่าจะถูก ลบทิ้งไปโดยอัตโนมัติพร้อมกับสร้างแฟ้มใหม่ในชื่อเดิม

“a”,”at”

“ab”

เปิดแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคย สร้างไว้แล้วเพื่อบันทึกข้อมูลเพิ่มลงไปในแฟ้มข้อมูลเก่า โดยข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปจะเป็นข้อมูลชุดสุดท้ายของแฟ้มเสมอ
ข้อควรระวัง ถ้าแฟ้มข้อมูลที่ระบุให้เป็นแฟ้มใหม่ จะเป็นการสร้างแฟ้มใหม่แต่บันทึกข้อมูลได้ครั้งเดียวเท่านั้น

“r+t”

“r+b”

เปิดแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่ออ่านและบันทึกข้อมูลในแฟ้ม
ข้อควรระวัง ถ้าใช้ mode นี้เพื่อบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม คือใช้คู่กับฟังก์ชันบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม จะทำให้บันทึกข้อมูลใหม่ทับข้อมูลเก่าลงไปตั้งแต่ต้นแฟ้มไปจนถึงท้ายแฟ้ม ทำให้ข้อมูลเดิมถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่

“w+t”

“w+b”

เปิดแฟ้มข้อมูลใหม่ เพื่อบันทึกและอ่านข้อมูลในแฟ้ม
ข้อควรระวัง ถ้าแฟ้มข้อมูลที่ระบุไว้เป็นแฟ้มที่กำลังใช้งานอยู่ จะเป็นการทำลายข้อมูลในแฟ้มทั้งหมด และสร้างแฟ้มใหม่ขึ้นมาแทนที่

“a+t”

“a+b”

เปิดแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคย สร้างไว้แล้วเพื่ออ่านข้อมูลจากแฟ้มและเพิ่มข้อมูลเข้าไปในแฟ้มข้อมูลได้ โดยที่ข้อมูลใหม่ที่เพิ่มเข้าไปจะอยู่ที่ท้ายแฟ้มข้อมูลเสมอ
ข้อควรระวัง ถ้าแฟ้มข้อมูลที่ระบุให้เปิดเป็นแฟ้มใหม่ จะเป็นการสร้างแฟ้มข้อมูลใหม่ตามชื่อที่ระบุไว้ทันทีและสามารถบันทึก ข้อมูลลงไปในแฟ้มได้

ตัวอย่างที่ 9.1 แสดงการประกาศแฟ้มข้อมูลและเปิดแฟ้มข้อมูล

FILE *fp;
fp = fopen(“A:test.dat”,”w”);

หมายความว่า เปิดแฟ้มข้อมูลชื่อว่า test.dat อยู่ที่ drive A เพื่อใช้สำหรับบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม (write) อย่างเดียว โดยมีตัวแปร fp เป็น file pointer ชี้ตำแหน่งของข้อมูลใน file

ข้อควรจำ ฟังก์ชัน fopen( ) จะให้ค่า file pointer (fp) เท่ากับ NULL เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการเปิดไฟล์ หรือไม่สามารถเปิดไฟล์ที่ระบุไว้ได้ ในกรณีที่สามารถเปิดแฟ้มข้อมูลได้สำเร็จจะให้ค่า file pointer (fp) ไม่เท่ากับ NULL

ตัวอย่างที่ 9.2 แสดงการประกาศแฟ้มข้อมูลและเปิดแฟ้มข้อมูลพร้อมกับตรวจสอบการเปิดแฟ้ม

FILE *fp;
If((fp=fopen(“A:test.dat”,”w”))==NULL)
{
printf(“Error in open file”);
exit(1);
}

จากตัวอย่างคำสั่งข้างต้น เราสามารถนำไปใช้งานในโปรแกรมเพื่อตรวจสอบการเปิดแฟ้มข้อมูลได้สำเร็จหรือ ไม่ ถ้าเปิดแฟ้มไม่สำเร็จจะพิมพ์ข้อความว่า “Error in open file” ออกทางจอภาพแล้วออกจากโปรแกรมด้วยคำสั่ง exit(1); ในทางตรงกันข้ามถ้าเปิดแฟ้มข้อมูลได้สำเร็จ จะไม่มีข้อความดังกล่าวข้างต้นและโปรแกรมยังสามารถทำงานต่อไปได้

9.4.2 ฟังก์ชัน fclose( )
ฟังก์ชัน fclose( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการปิดแฟ้มข้อมูลเมื่อใช้งานแฟ้มข้อมูลเสร็จแล้ว เช่น เมื่อสิ้นสุดการบันทึก หรืออ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลใดจะต้องปิดแฟ้มข้อมูลนั้น เพื่อทำให้ข้อมูลที่ค้างอยู่ใน Buffer ของหน่วยความจำของเครื่อง ถูกนำไปเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูล แต่ถ้าเราลืมใช้คำสั่ง fclose( ) เมื่อสิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม ภาษา C จะปิดแฟ้มข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนโปรแกรมควรใช้ fclose( ) ทุกครั้งที่ไม่ใช้แฟ้มข้อมูลแล้วเพื่อสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการใช้งานแฟ้ม ข้อมูล

รูปแบบการปิดแฟ้มข้อมูล

fclose(file pointer);

ตัวอย่างที่ 9.3 แสดงการปิดแฟ้มข้อมูล

fclose(fptr); โดยที่ fptr เป็น file pointer ของแฟ้มข้อมูลที่ต้องการปิด

ข้อควรจำ ฟังก์ชัน fclose( ) จะให้ค่าเท่ากับศูนย์ (NULL) เมื่อปิดไฟล์ได้สำเร็จ

9.5 การใช้ฟังก์ชัน putc( ) และ getc( )
9.5.1 ฟังก์ชัน putc( )

เป็นฟังชันที่ใช้บันทึกข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวลงไปในแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ
รูปแบบการใช้ฟังก์ชัน

putc(single_char,fp);

โดยที่

single_char คือ ค่าคงที่ชนิดตัวอักขระตัวเดียว หรือตัวแปรชนิดsingle_character
fp คือ file pointer ของแฟ้มข้อมูลที่ต้องการบันทึกข้อมูลลงไป

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานฟังก์ชัน putc( ) จึงควรศึกษาโปรแกรมตัวอย่างดังนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.1 แสดงการใช้ฟังก์ชัน putc( ) บันทึกข้อมูลตัวอักขระลงแฟ้มข้อมูล

/* file1.c */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
FILE *fp; /* บรรทัดที่ 6 */
char ch; /* บรรทัดที่ 7 */
clrscr(); /* บรรทัดที่ 8 */
if(( fp=fopen(“a:testdata.dat”,”w”))==NULL) /* บรรทัดที่ 9 */
{ /* บรรทัดที่ 10 */
printf(“Error in open file”); /* บรรทัดที่ 11 */
printf(“07”); /* บรรทัดที่ 12 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 13 */
} /* บรรทัดที่ 14 */
printf(“Please press <Enter> to quit program.\n”); /* บรรทัดที่ 15 */
printf(“\nEnter your sentence : “); /* บรรทัดที่ 16 */
do /* บรรทัดที่ 17 */
{ /* บรรทัดที่ 18 */
ch=getche( ); /* บรรทัดที่ 19 */
putc(ch, fp); /* บรรทัดที่ 20 */
} while(ch !=’\r’); /* \r = Enter */ /* บรรทัดที่ 21 */
fclose(fp); /* บรรทัดที่ 22 */
} /* บรรทัดที่ 23 */

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: เพื่อเก็บแฟ้มข้อมูล testdata.dat ที่สร้างจากโปรแกรมนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

ข้อสังเกต ตัวอักษรที่เป็นสีเข้มที่ปรากฏในผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรมคือข้อความที่พิมพ์ผ่านคีย์บอร์ด
คำแนะนำ เราค่อยตรวจสอบต่อไปว่าสามารถเขียนข้อมูลลงแฟ้มได้จริงหรือไม่ ในโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.2

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.1 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

บรรทัดที่ 1 คำสั่ง #include <stdio.h> สำหรับโปรแกรมนี้ ฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้นมาจากโปรแกรมก่อน ๆ ที่เราพบ ที่ต้องใช้ควบคู่กับไฟล์ stdio.h คือ ฟังก์ชัน fopen( ) ในบรรทัดที่ 9
บรรทัดที่ 3 คำสั่ง #include <stdlib.h> จะสนับสนุนการทำงานของฟังก์ชัน exit( ) ในบรรทัดที่ 13
บรรทัดที่ 6 คำสั่ง FILE *fp; รูปแบบการประกาศแฟ้มข้อมูล โดยที่ fp คือตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลในแฟ้ม (file pointer) เมื่อใช้คำสั่ง FILE *fp; มีผลทำให้ตัว file pointer ชี้ไปที่ตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้มข้อมูลทันที (ในโปรแกรมนี้จะให้แฟ้มข้อมูลอยู่ที่ไดร์ฟ a: ชื่อ testdata.dat โดยที่ fp นี้จะสามารถชี้ไปยังข้อมูลหรือการค้นข้อมูลจากแฟ้ม
บรรทัดที่ 9 คำสั่งนี้จะสัมพันธ์ และต่อเนื่องกับคำสั่งบรรทัดที่ 6 นั่นคือต้องการเปิดแฟ้มข้อมูลที่ไดร์ฟ a: ชื่อ testdata.dat เพื่อใช้สำหรับบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม (write) อย่างเดียว และคำสั่งบรรทัดที่ 9 จะตรวจสอบด้วยว่า fp เท่ากับศูนย์ (NULL) หรือไม่ ถ้า fp เท่ากับศูนย์ แสดงว่าเกิดข้อผิดพลาดในการเปิดไฟล์ หรือไม่สามารถเปิดไฟล์ที่ระบุไว้ได้ ก็จะไปทำคำสั่งใน บรรทัดที่ 10 ถึง 14 นั่นคือ พิมพ์ Error in open file ที่จอภาพ และมีเสียง bell ดังเตือน กรณีที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ เช่น ไม่ได้ใส่แผ่นที่ไดร์ฟ a แต่ถ้าเปิดแฟ้มข้อมูลได้ก็จะให้ค่า fp ที่ไม่เท่ากับศูนย์ และไปทำคำสั่งตั้งแต่บรรทัดที่ 15 จนจบโปรแกรม
บรรทัดที่ 15 และ 16 พิมพ์ข้อความบอกให้ทราบว่า ถ้าต้องการออกจากโปรแกรมให้กด Enter แต่ถ้าจะทำงานต่อให้เติมประโยค และไปทำงานต่อในคำสั่งถัดไป
บรรทัดที่ 17 ถึง 21 คำสั่ง do จะวนรับตัวอักขระที่ผู้ใช้เติมเก็บไว้ที่ตัวแปร ch แล้วนำไปเขียนลงแฟ้มข้อมูล และสุดท้าย ตรวจสอบเงื่อนไขด้วยว่า ผู้ใช้เติม enter หรือไม่ จะได้ออกจากการทำงาน แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะวนรับตัวอักขระไปเรื่อย ๆ
บรรทัดที่ 22 คำสั่ง fclose (fp); ปิดแฟ้มข้อมูล

9.5.2 ฟังก์ชัน getc( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวขึ้นจากแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ

รูปแบบการใช้ฟังก์ชัน

getc(fp);
หรือ
single_char = getc(fp);

โดยที่
single_char คือ ตัวแปรชนิด single character ที่ใช้เก็บข้อมูลตัวอักขระ ตัวเดียว
fp คือ file pointer ของแฟ้มข้อมูลที่ต้องการบันทึกข้อมูลลงไป

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานฟังก์ชัน getc( ) จึงควรศึกษาโปรแกรมตัวอย่างดังนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.2 แสดงการใช้ฟังก์ชัน getc( ) อ่านข้อมูลตัวอักขระขึ้นจากแฟ้มข้อมูล

/* file2.c */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
FILE *fp; /* บรรทัดที่ 6 */
char ch; clrscr(); /* บรรทัดที่ 7 */
clrscr(); /* บรรทัดที่ 8 */
if(( fp=fopen(“a:testdata.dat”,”r”))==NULL) /* บรรทัดที่ 9 */
{ /* บรรทัดที่ 10 */
printf(“Error in open file”); /* บรรทัดที่ 11 */
printf(“07”); /* บรรทัดที่ 12 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 13 */
} /* บรรทัดที่ 14 */
do /* บรรทัดที่ 15 */
{ /* บรรทัดที่ 16 */
ch=getc(fp); /* บรรทัดที่ 17 */
putchar(ch); /* บรรทัดที่ 18 */
} while(ch !=EOF); /* บรรทัดที่ 19 */
fclose(fp); /* บรรทัดที่ 20 */
getch(); /* บรรทัดที่ 21 */
} /* บรรทัดที่ 22 */

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: ที่มีแฟ้ม testdata.dat ที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่อให้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากแฟ้มนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

ข้อสังเกต ข้อมูลที่อ่านได้จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.2 เป็นข้อมูลที่เราเขียนใส่ไว้ในแฟ้มข้อมูลจากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.1

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.2 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้
การทำงานของโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.2 จะคล้ายกับโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.1 คือมีการเปิดแฟ้มข้อมูลขึ้นมา ชื่อ testdata.dat ที่ไดร์ฟ a: แต่เปิดขึ้นมาเพื่ออ่านข้อมูลในแฟ้ม ซึ่งมีการตรวจสอบการเปิดแฟ้มข้อมูลก่อนว่าผิดพลาดหรือไม่ ถ้าผิดพลาดจะพิมพ์ข้อความบอก และมีเสียง bell ดังขึ้น แต่ถ้าเปิดได้ก็จะเข้าไปอ่านข้อมูลในแฟ้มข้อมูลออกมาแสดงเรื่อย ๆ จนกว่าจะจบแฟ้ม ซึ่งคำสั่งบรรทัดที่ 19 (ch != EOF); จะเป็นการตรวจสอบว่าแฟ้มข้อมูลสิ้นสุดหรือไม่ (EOF คือ End Of File)

9.6 การใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) และ fscanf( )

9.6.1 ฟังก์ชัน fprintf( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้บันทึกข้อมูล (write) ลงแฟ้มโดยสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่ต้องการบันทึกได้คล้ายกับฟังก์ชัน printf( ) แตกต่างกันตรงที่ printf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้พิมพ์ผลลัพธ์ออกทางจอภาพแต่ฟังก์ชัน fprintf( ) ใช้บันทึกข้อมูลลงแฟ้ม
รูปแบบการใช้

fprintf (fp,control string,variable list);

fp คือ ตัวชี้ตำแหน่งในแฟ้มข้อมูล
control string คือ รหัสรูปแบบข้อมูลและรหัสควบคุมใช้เหมือนฟังก์ชัน printf( ) เช่น สามารถระบุชนิดของข้อมูลที่ต้องการบันทึกลงแฟ้มเป็น %d, %c, %f, %s หรือใช้รหัสควบคุม \n หรือ \t ก็ได้
variable list คือ ค่าคงที่ ตัวแปร หรือนิพจน์ที่จะเขียนลงแฟ้มข้อมูล ถ้าเป็นค่าคงที่สตริงต้องเขียนอยู่ภายในเครื่องหมาย “…”

ตัวอย่างที่ 9.4 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fprintf( )

int x=15; float f=4.562; char str[20]=”Computer”;
FILE *fptr;
fprintf(fptr, “%d \t %f \t %s \n”,x,f,str);

fptr คือ ตัวชี้ตำแหน่งในแฟ้มข้อมูล (file pointer)
x คือ ตัวแปร int เก็บข้อมูลตัวเลข 15 ซึ่งจะถูกบันทึกลงแฟ้มเป็น field ที่ 1
f คือ ตัวแปร float เก็บข้อมูลตัวเลข 4.562 ซึ่งจะถูกบันทึกลงแฟ้มเป็น field ที่ 2
str คือ ตัวแปร string เก็บข้อความว่า “Computer” ซึ่งจะถูกบันทึกลงแฟ้มเป็น field ที่ 3
\t คือ รหัสควบคุมที่สั่งให้ tab ไป 1 ครั้ง ก่อนที่จะบันทึกข้อมูล field ต่อไป
\n คือ รหัส new line ใช้สั่งให้ขึ้นบรรทัดใหม่ในแฟ้มข้อมูล

9.6.2 ฟังก์ชัน fscanf( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูล (read) ขึ้นจากแฟ้มข้อมูลแล้วนำมาเก็บไว้ในตัวแปรที่ต้องการได้โดยมีการทำงานคล้าย กับฟังก์ชัน scanf( ) แตกต่างกันตรงที่ฟังก์ชัน fscanf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลแต่ฟังก์ชัน scanf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้รับข้อมูลจากคีย์บอร์ดแล้วไปเก็บไว้ในตัวแปรที่ต้องการ

รูปแบบการใช้

fscanf( fp, control string, variable list);

โดยที่

fp คือ ตัวชี้ตำแหน่งในแฟ้มข้อมูล
control string คือ รหัสรูปแบบข้อมูลใช้เหมือนฟังก์ชัน scanf( ) เช่น สามารถระบุชนิดของข้อมูลที่ต้องการอ่านข้อมูลจากแฟ้มเป็น %d,%c,%f,%s และยังสามารถใช้รหัส new line
หรือ \n ได้
variable list คือ ชื่อตัวแปรที่ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านมาจากแฟ้มข้อมูล โดยจะต้องระบุเครื่องหมาย & (ampersand) นำหน้าชื่อตัวแปรด้วย ยกเว้นตัวแปรสตริงเท่านั้นที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย &

ตัวอย่างที่ 9.5 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fscanf( )

int i; float f; char str[80];
FILE *fptr;
fscanf( fptr,”%d %f %s \n”,&i,&f,str);

โดยที่

i คือ ตัวแปรชนิด int ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านจากแฟ้ม field ที่ 1
f คือ ตัวแปรชนิด float ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านจากแฟ้ม field ที่ 2
str คือ ตัวแปรสตริง ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านจากแฟ้ม field ที่ 3
fptr คือ file pointer ใช้ชี้ตำแหน่งข้อมูลในแฟ้ม

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) และฟังก์ชัน fscanf( ) มากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาจากโปรแกรมตัวอย่างดังต่อไปนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.3 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) บนทึกข้อมูลลงในแฟ้ม 1 record

/* wdataf.c */
/* this program for write one record into data file */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
FILE *fptr; /* บรรทัดที่ 6 */
int x=5; float f=4.5; char str[80]=”C and C++ Programming”; /* บรรทัดที่ 7 */
char fname[80]; /* บรรทัดที่ 8 */
clrscr( ); /* บรรทัดที่ 9 */
printf(“Enter your file name ( file format is *.dat ) :”); /* บรรทัดที่ 10 */
gets(fname); /* บรรทัดที่ 11 */
if( (fptr=fopen(fname, “w”)) == NULL ) /* บรรทัดที่ 12 */
{ /* บรรทัดที่ 13 */
printf(“Error in open file “); /* บรรทัดที่ 14 */
printf(“07”); /* บรรทัดที่ 15 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 16 */
} /* บรรทัดที่ 17 */
fprintf(fptr, “%d \t %.2f \t %s\n”, x, f, str); /* บรรทัดที่ 18 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 19 */
} /* บรรทัดที่ 20 */

หมายเหตุ ถ้าต้องการเก็บแฟ้มข้อมูลไว้ในไดร์ฟ a: ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: เพื่อเก็บแฟ้มข้อมูลที่สร้างจากโปรแกรมนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

คำแนะนำ เราค่อยตรวจสอบต่อไปว่าสามารถเขียนข้อมูลลงแฟ้มได้จริงหรือไม่ ในโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.5

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.3 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

การทำงานของโปรแกรมตัวอย่างนี้ จะให้เปิดแฟ้มข้อมูลขึ้นมาเพื่อเขียน โดยให้ผู้ใช้งานตั้งชื่อแฟ้มเอง แต่ให้มีนามสกุล .dat เช่น a:test1.dat คือ ตั้งชื่อแฟ้ม test.dat เก็บไว้ที่ไดร์ฟ a ถ้าเปิดไม่ได้ก็จะพิมพ์ข้อผิดพลาด และมีเสียง bell ดัง บอกให้ทราบ ซึ่งถ้าเปิดได้แล้วจะนำค่าของตัวแปร x, f และ ตัวแปร str เขียนลงในแฟ้มข้อมูลดังกล่าว 1 record ตามคำสั่งอยู่ที่บรรทัดที่ 18 ซึ่งการเขียนข้อมูลจะมีการเว้นช่องว่างในแต่ละฟิลด์ เนื่องจากมีการใช้รหัส \t และ \n ทำให้เกิดความสะดวกในการอ่านข้อมูลจากแฟ้มขึ้นมาใช้งานต่อไป เขียนเสร็จแล้วก็จะใช้ฟังก์ชัน fclose( ) เพื่อปิดแฟ้มข้อมูล ในบรรทัดที่ 19

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.4 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) บันทึกข้อมูลลงในแฟ้มควบคู่กับคำสั่ง for

/* wdataf2.c */
/* this program for write 5 record into data file */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
FILE *fptr; /* บรรทัดที่ 6 */
int x=1; float f=8.5; char str[80]=”C and C++ Programming”; /* บรรทัดที่ 7 */
int j; /* บรรทัดที่ 8 */
char fname[80]; /* บรรทัดที่ 9 */
clrscr( ); /* บรรทัดที่ 10 */
printf(“Enter your file name ( file format is *.dat ) :”); /* บรรทัดที่ 11 */
gets(fname); /* บรรทัดที่ 12 */
if( (fptr=fopen(fname, “w”)) == NULL ) /* บรรทัดที่ 13 */
{ /* บรรทัดที่ 14 */
printf(“Error in open file “); /* บรรทัดที่ 15 */
printf(“07”); /* บรรทัดที่ 16 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 17 */
} /* บรรทัดที่ 18 */
for(j=1; j<=5; j++)
{ /* บรรทัดที่ 19 */
fprintf(fptr, “%d \t %.2f \t %s\n “, x, f, str); /* บรรทัดที่ 20 */
x= x+1; /* บรรทัดที่ 21 */
f= f+1.5; /* บรรทัดที่ 22 */
} /* บรรทัดที่ 23 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 24 */
} /* บรรทัดที่ 25 */

หมายเหตุ ถ้าต้องการเก็บแฟ้มข้อมูลไว้ในไดร์ฟ a: ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: เพื่อเก็บแฟ้มข้อมูลที่สร้างจากโปรแกรมนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

คำแนะนำ เราค่อยตรวจสอบต่อไปว่าสามารถเขียนข้อมูลลงแฟ้มได้จริงหรือไม่ ในโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.6

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.4 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.4 จะทำงานคล้ายกับโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.3 คือเปิดแฟ้มข้อมูลขึ้นมาเพื่อเขียน เช่น เขียนที่ไดร์ฟ a:test2.dat แต่จะเขียนข้อมูลมากกว่า 1 record โดยใช้คำสั่ง for ช่วย ซึ่งคำสั่งอยู่บรรทัดที่ 19 ถึง 23 คือเขียนค่าตัวแปร x, f และ str ลงในแฟ้ม และแต่ละ record ที่เขียนจะมีการคำนวณเปลี่ยนค่าตัวแปร x และ f ด้วย เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็จะปิดแฟ้มข้อมูล ด้วยฟังก์ชัน fclose( ) ในคำสั่งบรรทัดที่ 24

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.5 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fscanf( ) อ่านข้อมูลจากแฟ้ม 1 record

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: ที่มีแฟ้ม test1.dat ที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่อให้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากแฟ้มนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

ข้อสังเกต ข้อมูลที่อ่านได้จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.5 เป็นข้อมูลที่เราเขียนใส่ไว้ในแฟ้มข้อมูลจากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.3

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.5 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

โปรแกรมตัวอย่างนี้ จะเปิดแฟ้มข้อมูลขึ้นมาเพื่ออ่านข้อมูล โดยให้ผู้ใช้วนเติมชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการอ่าน เช่น เราจะอ่านแฟ้มที่บันทึกข้อมูลได้จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.3 คือ a:test1.dat ซึ่งคำสั่งบรรทัดที่ 18 อ่านข้อมูลขึ้นมาเก็บไว้ที่ตัวแปร x, f, c,str1, str2 และตัวแปร str3 แล้วทำงานคำสั่งบรรทัดที่ 19 คือนำค่าที่เก็บไว้ในตัวแปรดังกล่าวแสดงออกที่จอภาพ หลังจากทำงานเสร็จสิ้นแล้ว จะปิดแฟ้มข้อมูลด้วยฟังก์ชัน fclose( ) ในคำสั่งบรรทัดที่ 20

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.6 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fscanf( ) อ่านข้อมูลจากแฟ้ม ควบคู่กับคำสั่ง for

/* rdataf2.c */
/* this program for read 5 record from data file */
/* and print data to monitor */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
FILE *fptr; /* บรรทัดที่ 6 */
int x; float f; char c, str1[80],str2[80],str3[80]; /* บรรทัดที่ 7 */
int j; /* บรรทัดที่ 8 */
char fname[80]; /* บรรทัดที่ 9 */
clrscr( ); /* บรรทัดที่ 10 */
printf(“Enter your file name ( file format is *.dat ) :”); /* บรรทัดที่ 11 */
gets(fname); /* บรรทัดที่ 12 */
if( (fptr=fopen(fname, “r”)) == NULL ) /* บรรทัดที่ 13 */
{ /* บรรทัดที่ 14 */
printf(“Error in open file “); /* บรรทัดที่ 15 */
printf(“07”); /* บรรทัดที่ 16 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 17 */
} /* บรรทัดที่ 18 */
for(j=1; j<=5; j++)
{ /* บรรทัดที่ 19 */
fscanf(fptr, “%d %f %c %s %s %s \n”, &x, &f,&c,str1,str2,str3); /* บ. 20 */
printf(“%d \t %.2f \t %c %s %s %s \n”,x,f,c,str1,str2,str3); /* บรรทัดที่ 21 */
} /* บรรทัดที่ 22 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 23 */
getch(); /* บรรทัดที่ 24 */
} /* บรรทัดที่ 25 */

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: ที่มีแฟ้ม test2.dat ที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่อให้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากแฟ้มนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

ข้อสังเกต ข้อมูลที่อ่านได้จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.6 เป็นข้อมูลที่เราเขียนใส่ไว้ในแฟ้มข้อมูลจากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.4

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.6 สามารถอธิบายการทำงานของโปรแกรมที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

โปรแกรมตัวอย่างนี้จะทำงานคล้ายกับโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.5 จะเปิดแฟ้มข้อมูลขึ้นมาอ่านข้อมูล โดยให้ผู้ใช้งานเติมชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการอ่าน เช่น เราจะค้นแฟ้มที่บันทึกข้อมูลได้จากโปรแกรมที่ 9.4 คือ a:test2.dat ซึ่งข้อมูลมีอยู่ทั้งหมด 5 record โดยใช้คำสั่ง for ช่วย ซึ่งคำสั่งอยู่บรรทัดที่ 19 ถึง 22 โดยที่คำสั่งบรรทัดที่ 20 จะอ่านข้อมูลขึ้นมาเก็บไว้ที่ตัวแปร x, f, c, str1, str2 และตัวแปร str3 แล้วนำค่าที่เก็บไว้ในตัวแปรดังกล่าวแสดงออกที่จอภาพ ตามลำดับ หลังจากทำงานเสร็จสิ้นแล้วจะปิดแฟ้มข้อมูลด้วยฟังก์ชัน fclose( ) ในคำสั่งบรรทัดที่ 23

9.7 การใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) และ fread( )
การใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) และ fread( ) ใช้ได้กับ binary file เท่านั้น
9.7.1 ฟังก์ชัน fwrite( )
ฟังก์ชัน fwrite( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้เก็บข้อมูล ลงแฟ้มโดยที่การเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง สามารถกำหนดขนาดของข้อมูลที่ต้องการบันทึกได้
รูปแบบการใช้

fwrite(&var, size, n, fp);

โดยที่

&var คือ ตำแหน่งของตัวแปรที่เก็บข้อมูลที่ต้องการนำไปเก็บไว้ในแฟ้ม
size คือ ขนาดของข้อมูลที่ต้องการ write ลงแฟ้มในแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถหาได้จากฟังก์ชัน sizeof(data type); หรือ sizeof(variable name); เช่น sizeof(int); หรือ sizeof(j);
n คือ จำนวนครั้งที่ต้องการ write ข้อมูลลงแฟ้ม
fp คือ ตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลในแฟ้ม (file pointer)

ข้อควรจำ ฟังก์ชัน fwrite( ) จะให้ค่าเลขจำนวนเต็มเท่ากับ n (จำนวนครั้งที่ write ข้อมูลลงแฟ้ม) เมื่อไม่เกิดข้อผิดพลาดในการเขียนข้อมูล และจะให้ค่าน้อยกว่า n เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

ตัวอย่างที่ 9.6 แสดการใช้ฟังก์ชัน fwrite( )

เช่น 1)

FILE *fptr;
double x=1.2345678912345;
fwrite(&x,sizeof(double x),1,fptr);
เป็นการบันทึกข้อมูลที่เก็บไว้ในตัวแปร x ลงแฟ้มข้อมูล โดยทำการบันทึก 1 ครั้ง (n=1) ขนาดของข้อมูลที่บันทึกลงแฟ้มในแต่ละครั้งมีขนาด 8 bytes ตามชนิดตัวแปร x

2)

FILE *fptr; int j;
int a[10]={10,20,30,40,50,60,70,80,90,100};
for (j=0;j<10;j++)
fwrite(&a[j],sizeof(int a[j]),1,fptr);

เป็นการบันทึกข้อมูลที่เก็บไว้ในตัวแปรชุด a ลงแฟ้มข้อมูล โดยใช้คำสั่ง for มาช่วยทำการบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม 10 ครั้ง โดยที่ขนาดของข้อมูลที่บันทึกลงแฟ้มในแต่ละครั้งมีขนาด 2 bytes ตามชนิดของตัวแปร a[j]
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) มากขึ้น ให้ศึกษาโปรแกรมตัวอย่างดังต่อไปนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.7 แสดงการใช้งานฟังก์ชัน fwrite( ) เก็บข้อมูลลงแฟ้ม และสามารถกำหนดขนาดของข้อมูลที่ต้องการบันทึกได้

/* wdataf3.c */
/* this program for write student’s record into data file */
#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 3 */
#include<ctype.h> /* บรรทัดที่ 4 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 5 */
{ /* บรรทัดที่ 6 */
struct
{ /* บรรทัดที่ 7 */
char name[30]; /* บรรทัดที่ 8 */
char id[20]; /* บรรทัดที่ 9 */
float gpa; /* บรรทัดที่ 10 */
}student; /* บรรทัดที่ 11 */
char numstr[80], fname[80]; /* บรรทัดที่ 12 */
FILE *fptr; /* บรรทัดที่ 13 */
printf(“Enter your file name (file format is *.dat) :”); /* บรรทัดที่ 14 */
gets(fname); /* บรรทัดที่ 15 */
if( (fptr=fopen(fname, “wb”)) == NULL )
{ /* บรรทัดที่ 16 */
printf(“Error in open file”); /* บรรทัดที่ 17 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 18 */
} /* บรรทัดที่ 19 */
do
{ /* บรรทัดที่ 20 */
clrscr( ); /* บรรทัดที่ 21 */
printf(“\nEnter student name :”); /* บรรทัดที่ 22 */
gets( student.name ); /* บรรทัดที่ 23 */
printf(“Enter student id :”); /* บรรทัดที่ 24 */
gets( student.id ); /* บรรทัดที่ 25 */
printf(“Enter student gpa :”); /* บรรทัดที่ 26 */
gets( numstr ); /* บรรทัดที่ 27 */
student.gpa = atof(numstr); /* บรรทัดที่ 28 */
fwrite(&student, sizeof(student), 1, fptr); /* บรรทัดที่ 29 */
printf(“Add another student(y/n)?:”); /* บรรทัดที่ 30 */
} while( tolower(getche()) == ‘y’ ); /* บรรทัดที่ 31 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 32 */
getch(); /* บรรทัดที่ 33 */
} /* บรรทัดที่ 34 */

หมายเหตุ ถ้าต้องการเก็บแฟ้มข้อมูลไว้ในไดร์ฟ a: ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: เพื่อเก็บแฟ้มข้อมูลที่สร้างจากโปรแกรมนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

คำแนะนำ เราค่อยตรวจสอบต่อไปว่าสามารถเขียนข้อมูลลงแฟ้มได้จริงหรือไม่ ในโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.8

คำอธิบายโปรแกรม

จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.7 จะให้ผู้ใช้เติมข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลลงในแฟ้มข้อมูล ซึ่งสามารถเติมข้อมูลได้มากกว่า 1 record โดยผู้ใช้เป็นคนกำหนดเอง โดยโปรแกรมจะถามผู้ใช้ว่าจะเติมข้อมูลต่อไปอีกหรือไม่ภายหลังจากเติมข้อมูล แต่ละ record แล้ว ซึ่งถ้าตอบว่าใช่ ก็จะวนให้เติมข้อมูลอีก แต่ถ้าตอบว่าไม่ ก็จะจบการทำงาน โดยฟังก์ชันที่ใช้เก็บข้อมูลลงแฟ้ม คือ fwrite( ) ในคำสั่งบรรทัดที่ 29 และการเก็บข้อมูลจะเก็บไว้ที่ตัวแปร struct ซึ่งได้ประกาศไว้ในบรรทัดที่ 6

9.7.2 ฟังก์ชัน fread( )
ฟังก์ชัน fread( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลจากแฟ้ม โดยที่แต่ละครั้งสามารถกำหนดขนาด (size) ของข้อมูลที่ต้องการอ่านได้

รูปแบบการใช

fread(&var,size,n,fp);

โดยที่

&var คือ ตำแหน่งของตัวแปรที่เก็บข้อมูลที่ต้องการนำไปเก็บไว้ในแฟ้ม
size คือ ขนาดของข้อมูลที่ต้องการ read ขึ้นจากแฟ้มในแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถหาได้จากฟังก์ชัน sizeof(data type); หรือ sizeof(variable name); เช่น sizeof(int); หรือ sizeof(j);
n คือ จำนวนครั้งที่ต้องการ read ข้อจากแฟ้ม
fp คือ ตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลในแฟ้ม (file pointer)

ข้อควรจำ ฟังก์ชัน fread( ) จะให้ค่าตัวเลขจำนวนเต็ม = n เมื่อไม่เกิดข้อผิดพลาดในการอ่านข้อมูล และจะให้ค่าเป็นศูนย์ (0 หรือ NULL) เมื่อมีข้อผิดพลาดในการอ่านข้อมูลจากแฟ้มหรือสิ้นสุดไฟล์ (EOF)

ตัวอย่างที่ 9.7 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fread( )

เช่น 1)

FILE *fptr;
double x;
fread(&x,sizeof(double x),1,fptr);
เป็นการอ่านข้อมูลในแฟ้มข้อมูลมาเก็บไว้ที่ตัวแปร x โดยทำการอ่านข้อมูล 1 ครั้ง (n=1) ขนาดของข้อมูลที่อ่านจากแฟ้มในแต่ละครั้งมีขนาด 8 bytes ตามชนิดตัวแปร x

2)

FILE *fptr;
int a[10]; int j;
for (j=0;j<10;j++)
fread(&a[ j],sizeof(int a[ j]),1,fptr);

เป็นการอ่านข้อมูลในแฟ้มมาเก็บไว้ในตัวแปรชุด a โดยทำการอ่านข้อมูล 10 ครั้ง โดยที่ขนาดของข้อมูลที่อ่านจากแฟ้มในแต่ละครั้งมีขนาด 2 bytes ตามชนิดตัวแปร a[j]
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฟังก์ชัน fread( ) มากขึ้น ให้ศึกษาโปรแกรม ตัวอย่างดังต่อไปนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.8 แสดงการใช้งานฟังก์ชัน fread( ) อ่านข้อมูลจากแฟ้มโดยแต่ละครั้งสามารถกำหนดขนาดข้อมูลที่ต้องการอ่านได้

/* rdataf3.c */
/* this program for read student’s record from data file */

#include<stdio.h> /* บรรทัดที่ 1 */
#include<conio.h> /* บรรทัดที่ 2 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
struct
{ /* บรรทัดที่ 6 */
char name[30]; /* บรรทัดที่ 7 */
char id[20]; /* บรรทัดที่ 8 */
float gpa; /* บรรทัดที่ 9 */
} student; /* บรรทัดที่ 10 */
char fname[80]; /* บรรทัดที่ 11 */
FILE *fptr; clrscr(); /* บรรทัดที่ 12 */
printf(“Enter your file name (file format is *.dat) :”); /* บรรทัดที่ 13 */
gets(fname); /* บรรทัดที่ 14 */
if( (fptr=fopen(fname, “rb”)) == NULL )
{ /* บรรทัดที่ 15 */
printf(“Error in open file”); /* บรรทัดที่ 16 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 17 */
} /* บรรทัดที่ 18 */
while( fread(&student, sizeof(student),1, fptr) == 1 ) /* บรรทัดที่ 19 */
{ /* บรรทัดที่ 20 */
printf(“\nName = %s\n”, student.name); /* บรรทัดที่ 21 */
printf(“Id = %s\n”, student.id); /* บรรทัดที่ 22 */
printf(“GPA = %.2f\n”, student.gpa); /* บรรทัดที่ 23 */
} /* บรรทัดที่ 24 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 25 */
getch(); /* บรรทัดที่ 26 */
}/* end main */ /* บรรทัดที่ 27 */

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: ที่มีแฟ้ม student.dat ที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่อให้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากแฟ้มนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.8 โปรแกรมจะอ่านข้อมูลในแฟ้มที่เราบันทึกไว้ในโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.7 ที่ drive a: ชื่อ student.dat แล้วนำข้อมูลทั้งหมดแสดงออกที่จอภาพ

9.8 ฟังก์ชันที่ใช้ควบคุมตำแหน่งของ file pointer ในแฟ้มข้อมูล

การควบคุมตำแหน่งของ fp (file pointer) ในแฟ้มข้อมูล นิยมใช้กันมากในการประมวลผลแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (random file access) ซึ่งสามารถให้ fp ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้มข้อมูล (BOF =beginning of file) หรือ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในแฟ้มข้อมูลได้

ฟังก์ชันที่ใช้ควบคุมตำแหน่ง file pointer มีดังนี้

9.8.1 ฟังก์ชัน rewind( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้ย้ายตำแหน่งของ file pointer ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้ม

รูปแบบการใช้

rewind(fp);

9.8.2 ฟังก์ชัน fseek( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้ย้ายตำแหน่งของ file pointer ไปยังตำแหน่งที่ต้องการในแฟ้มข้อมูลโดยจะต้องกำหนดจุดเริ่มต้น (origin) ของ file pointer และค่า offset

รูปแบบการใช้

fseek(fp, offset, origin);

โดยที่

offset คือ ระยะห่างจากตำแหน่งจุดเริ่มต้น มีหน่วยเป็น byte
origin คือ จุดที่ file pointer ชี้อยู่ มีอยู่ 3 สถานะ ดังนี้คือ

macro-name ค่าคงที่ ความหมาย
SEEK_SET 0 file pointer อยู่ที่ต้นแฟ้ม BOF
SEEK_CUR 1 file pointer อยู่ที่ตำแหน่งปัจจุบัน
SEEK_END 2 file pointer อยู่ที่ท้ายไฟล์ EOF

ตัวอย่างที่ 9.8 แสดการใช้งาน fseek(fptr,10,0);

หรือคำสั่ง fseek(fptr,10, SEEK_SET);
หมายความว่าให้ย้าย file pointer ถัดจากตำแหน่งต้นไฟล์ (BOF) ไปอีก 10 byte

ข้อควรจำ ฟังก์ชัน fseek( ) จะให้ค่าไม่เท่ากับศูนย์ เมื่อไม่สามารถย้าย file pointer ได้

9.8.3 ฟังก์ชัน ftell( )
เป็นฟังก์ชันที่ใช้บอกตำแหน่งของ file pointer ว่าปัจจุบันกำลังชี้อยู่ที่ตำแหน่งใดในแฟ้มข้อมูล โดยฟังก์ชันนี้จะให้ค่ากลับเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม

รูปแบบการใช้

ftell( fp );

ตัวอย่างที่ 9.9 แสดงการใช้งาน int position;

position = ftell(fp);
printf(“Position is %d Byte”,position);

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฟังก์ชัน fseek( ) มาช่วยในการประมวลผลแฟ้มข้อมูลแบบสุ่มมากยิ่งขึ้น ให้ศึกษาจากโปรแกรมตัวอย่างต่อไปนี้

โปรแกรมตัวอย่างที่ 9.9 แสดงการใช้ฟังก์ชัน fseek( ) ช่วยประมวลผลแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม

/* randacss.c */
/* this program for read one student’ s record from data file */

#include<stdio.h> /* FILE, NULL ,etc in this file */ /* บรรทัดที่ 1 */
#include<conio.h> /* clrscr() in this file */ /* บรรทัดที่ 2 */
#include<stdlib.h> /* บรรทัดที่ 3 */
void main(void) /* บรรทัดที่ 4 */
{ /* บรรทัดที่ 5 */
struct { /* บรรทัดที่ 6 */
char name[30]; /* บรรทัดที่ 7 */
char id[20]; /* บรรทัดที่ 8 */
float gpa; /* บรรทัดที่ 9 */
} student; /* บรรทัดที่ 10 */
FILE *fptr; /* บรรทัดที่ 11 */
int recno; /* record number */ /* บรรทัดที่ 12 */
long int offset; /* offset must be long */ /* บรรทัดที่ 13 */
if( (fptr=fopen(“a:student.dat”, “rb”)) == NULL ) { /* บรรทัดที่ 14 */
printf(“Can’t open file “); /* บรรทัดที่ 15 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 16 */
} /* บรรทัดที่ 17 */
clrscr(); /* บรรทัดที่ 18 */
printf(“Enter record number :”); /* get record num */ /* บรรทัดที่ 19 */
scanf(“%d”, &recno); /* บรรทัดที่ 20 */
offset = (recno-1)*sizeof(student); /* find offset */ /* บรรทัดที่ 21 */
if( fseek(fptr, offset, 0) != 0 ) /* go there */ /* บรรทัดที่ 22 */
{
printf(“Can’t move file pointer”); /* บรรทัดที่ 23 */
exit(1); /* บรรทัดที่ 24 */
} /* บรรทัดที่ 25 */
fread( &student, sizeof(student), 1, fptr ); /* บรรทัดที่ 26 */
printf(“\nName = %s\n”, student.name); /* บรรทัดที่ 27 */
printf(“Id = %s\n”, student.id); /* บรรทัดที่ 28 */
printf(“GPA = %.2f\n”, student.gpa); /* บรรทัดที่ 29 */
fclose(fptr); /* บรรทัดที่ 30 */
getch(); /* บรรทัดที่ 31 */
} /* end main */ /* บรรทัดที่ 32 */

หมายเหตุ ก่อน run โปรแกรมต้องใส่แผ่นดิสก์เก็ตต์ไว้ในไดร์ฟ a: ที่มีแฟ้ม student.dat ที่เคยสร้างไว้แล้ว เพื่อให้โปรแกรมอ่านข้อมูลจากแฟ้มนี้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม

คำอธิบายโปรแกรม
จากโปรแกรมตัวอย่างที่ 9.9 โปรแกรมจะอ่านข้อมูลในเรคอร์ดที่ 2 จากแฟ้มข้อมูลที่ drive a: ชื่อ student.dat ได้เลย โดยที่เราไม่ต้องอ่านเรคอร์ดที่ 1 ก่อน

9.9 สรุปท้ายบท

แฟ้มข้อมูล (data file) คือ แฟ้มที่มีการเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาไว้ด้วยกัน โดยมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องกันไป ตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปจนกระทั่งจบแฟ้มข้อมูล โดยที่ผู้เขียนข้อมูลสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บลงในแฟ้มเป็น field หรือ record ก็ได้ หรืออาจจัดเก็บข้อมูลตามแนวขนาดเนื้อที่โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งข้อมูลในแฟ้ม เป็น field หรือ record ก็ได้ โดยปกติผู้เขียนโปรแกรมภาษา C นิยมแบ่งข้อมูลที่ต้องการลงในแฟ้มเป็น field หรือ record เพราะมีความสะดวกในการเรียกใช้ข้อมูลจากแฟ้มที่ต้องการนอกจากนี้ยังสามาถใช้ โปรแกรม text editor หรือโปรแกรม word processing สร้างแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

การประมวลผลแฟ้มข้อมูลในภาษา C (data file processing in C)
โดยปกติแล้วผู้เขียนโปรแกรมเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูลในภาษา C จะมีความต้องประมวลผลแฟ้มข้อมูลอยู่ 3 แบบ คือ
1. การบันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล (write data into file) มีขั้นตอนดังนี้
1.1 เปิดแฟ้มข้อมูลด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูล (file name) พร้อมกับระบุ mode ของการบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มเป็น “w”
1.2 บันทึกข้อมูลลงในแฟ้มโดยใช้ฟังก์ชัน putc( ) หรือ fprintf( ) หรือ fwrite( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้ม ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการบันทึกลงแฟ้มดังนี้

  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นตัวอักขระตัวเดียว (single character) ให้ฟังก์ชัน putc( ) เพราะสามารถบันทึกตัวอักขระตัวเดียวได้ดี
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม (integer) หรือตัวเลขจำนวนทศนิยม (floationg point) หรือสตริง (strings) ให้ใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) เพราะสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่บันทึกได้
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการบันทึกเป็นข้อมูลแบบโครงสร้าง (structures) หรือตัวแปรชุด (arrays) ให้ใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) เพราะสามารถกำหนดเนื้อที่และจำนวนครั้งของการบันทึกข้อมูลได้
  • 1.3 หลังจากบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลควรระวังเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลลงแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “w” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูลเพื่อบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มเท่านั้น ถ้าเป็นแฟ้มข้อมูลเก่าที่เคยเก็บข้อมูลไว้แล้ว จะมีผลทำให้ข้อมูลทั้งหมดในแฟ้มข้อมูลเก่า ถูกลบทิ้งไปโดยอัตโนมัติ แล้วสร้างแฟ้มข้อมูลใหม่ขึ้นมาแทนที่

2. การอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มข้อมูลขึ้นมาใช้งาน (read data from file) มีขั้นตอนดังนี้

2.1 เปิดแฟ้มข้อมูลด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูล พร้อมกับระบุ mode ของการบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเป็น “r”
2.2 อ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มโดยสามารถใช้ฟังก์ชัน getc( ) หรือ fscanf( ) หรือ fread( ) อ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มดังนี้

  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มเป็นตัวอักขระตัวเดียวให้ใช้ฟังก์ชัน getc( ) เพราะสามารถอ่านข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวได้ดี
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านขึ้นจากแฟ้มเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม หรือตัวเลขจำนวนทศนิยม หรือสตริงให้ใช้ฟังก์ชัน fscanf( ) เพราะสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่อ่านขึ้นจากแฟ้มได้
  • ถ้าข้อมูลที่ต้องการอ่านจากแฟ้ม เป็นข้อมูลแบบโครงสร้าง หรือตัวแปรชุดให้ใช้ฟังก์ชัน fread( ) เพราะสามารถกำหนดขนาดเนื้อที่และจำนวนครั้งของการอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มได้

2.3 นำข้อมูลที่อ่านขึ้นจากแฟ้มไปประมวลผล เช่น พิมพ์ค่าออกทางจอภาพ หรือนำไปคำนวณก็ได้
2.4 หลังจากประมวลผลข้อมูลที่ได้จากแฟ้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง
fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการอ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “r” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูล เพื่ออ่านข้อมูลขึ้นจากแฟ้มข้อมูลอย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปในแฟ้มได้

3. การเพิ่มข้อมูลลงไปในแฟ้มข้อมูล (append data into file) มีขั้นตอนดังนี้
3.1 เปิดแฟ้มข้อมูล ด้วยคำสั่ง fopen( ) ตั้งชื่อแฟ้มข้อมูลพร้อมกับระบุ mode ของการอ่านข้อมูลจากแฟ้มเป็น “a”

3.2 เขียนคำสั่งเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลเพิ่มลงแฟ้ม โดยสามารถใช้คำสั่ง fprintf( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้มหรือจะใช้คำสั่ง fwrite( ) บันทึกข้อมูลลงแฟ้มก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียนโปรแกรม
3.3 หลังจากบันทึกข้อมูลลงแฟ้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำสั่ง fclose( ) ปิดแฟ้มข้อมูลทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการเพิ่มข้อมูลลงแฟ้ม

ในฟังก์ชัน fopen( ) เมื่อใช้ mode “a” เป็นการเปิดแฟ้มข้อมูลสำหรับบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปในแฟ้มได้ โดยที่ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปจะเป็นข้อมูลชุดสุดท้ายของแฟ้มเสมอ

ฟังก์ชันที่ใช้ในการเปิดและปิดแฟ้มข้อมูล
การเปิดแฟ้มข้อมูลในภาษา C สามารถทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน fopen( ) ส่วนการปิดแฟ้มข้อมูลสามารถทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน fclose( ) ซึ่งมีรายละเอียดการใช้งานแต่ละฟังก์ชัน ดังนี้
1. ฟังก์ชัน fopen( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการเปิดแฟ้มข้อมูลที่ต้องการได้ โดยที่ fopen เป็นฟังก์ชันมาตรฐานที่อยู่ในแฟ้ม stdio.h
2. ฟังก์ชัน fclose( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการปิดแฟ้มข้อมูลเมื่อใช้งานแฟ้มข้อมูลเสร็จแล้ว เช่น เมื่อสิ้นสุดการบันทึก หรืออ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลใดจะต้องปิดแฟ้มข้อมูลนั้น เพื่อทำให้ข้อมูลที่ค้างอยู่ใน Buffer ของหน่วยความจำของเครื่อง ถูกนำไปเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูล แต่ถ้าเราลืมใช้คำสั่ง fclose( ) เมื่อสิ้นสุดการทำงานของโปรแกรม ภาษา C จะปิดแฟ้มข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนโปรแกรมควรใช้ fclose( ) ทุกครั้งที่ไม่ใช้แฟ้มข้อมูลแล้วเพื่อสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการใช้งานแฟ้ม ข้อมูล

การใช้ฟังก์ชัน putc( ) และ getc( )
ฟังก์ชัน putc( ) เป็นฟังชันที่ใช้บันทึกข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวลงไปในแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ
ฟังก์ชัน getc( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลตัวอักขระตัวเดียวขึ้นจากแฟ้มข้อมูลที่ต้องการ

การใช้ฟังก์ชัน fprintf( ) และ fscanf( )
ฟังก์ชัน fprintf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้บันทึกข้อมูล (write) ลงแฟ้มโดยสามารถจัดรูปแบบข้อมูลที่ต้องการบันทึกได้คล้ายกับฟังก์ชัน printf( ) แตกต่างกันตรงที่ printf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้พิมพ์ผลลัพธ์ออกทางจอภาพแต่ฟังก์ชัน fprintf( ) ใช้บันทึกข้อมูลลงแฟ้ม

ฟังก์ชัน fscanf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูล (read) ขึ้นจากแฟ้มข้อมูลแล้วนำมาเก็บไว้ในตัวแปรที่ต้องการได้โดยมีการทำงานคล้าย กับฟังก์ชัน scanf( ) แตกต่างกันตรงที่ฟังก์ชัน fscanf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลแต่ฟังก์ชัน scanf( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้รับข้อมูลจากคีย์บอร์ดแล้วไปเก็บไว้ในตัวแปรที่ต้องการ

การใช้ฟังก์ชัน fwrite( ) และ fread( ) ใช้ได้กับ binary file เท่านั้น

ฟังก์ชัน fwrite( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้เก็บข้อมูลลงแฟ้ม โดยที่การเก็บข้อมูลแต่ละครั้งสามารถกำหนดขนาดของข้อมูลที่ต้องการบันทึกได้
ฟังก์ชัน fread( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้อ่านข้อมูลจากแฟ้ม โดยที่แต่ละครั้งสามารถกำหนดขนาด (size) ของข้อมูลที่ต้องการอ่านได้

ฟังก์ชันที่ใช้ควบคุมตำแหน่งของ file pointer ในแฟ้มข้อมูล
การควบคุมตำแหน่งของ fp (file pointer) ในแฟ้มข้อมูล นิยมใช้กันมากในการประมวลผลแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (random file access) ซึ่งสามารถให้ fp ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้มข้อมูล (BOF =beginning of file) หรือ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในแฟ้มข้อมูลได้
ฟังก์ชันที่ใช้ควบคุมตำแหน่ง file pointer มีดังนี้
ฟังก์ชัน rewind( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ย้ายตำแหน่งของ file pointer ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของแฟ้ม
ฟังก์ชัน fseek( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้ย้ายตำแหน่งของ file pointer ไปยังตำแหน่งที่ต้องการในแฟ้มข้อมูลโดยจะต้องกำหนดจุดเริ่มต้น (origin) ของ file pointer และค่า offset
ฟังก์ชัน ftell( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้บอกตำแหน่งของ file pointer ว่าปัจจุบันกำลังชี้อยู่ที่ตำแหน่งใดในแฟ้มข้อมูล โดยฟังก์ชันนี้จะให้ค่ากลับเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม


พอยเตอร์
พอยเตอร์ (Pointer)

พอยเตอร์ คือต้นฉบับของชนิดข้อมูล ที่สร้างจากข้อมูลมาตรฐานชนิดหนึ่งค่าของมันคือตำแหน่ง Address อยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับกำหนดค่ามาจากความคิดพื้นฐานของ Pointer Constants
Pointer Values
Pointer Values คือ ตำแหน่ง Address ของตัวแปรซึ่งถ้าต้องการกำหนดค่าทางคีย์บอร์ดต้องใช้เครื่องหมาย & ตัวอย่างเช่น

ตัวแปรพอยเตอร์ (Pointer Variable)

ถ้ามีผู้ใช้ Pointer Constant และ Pointer Value ผู้ใช้ก็สามารถมี Pointer Variable ที่สามารถบรรจุ Address ของตัวแปรหนึ่งให้กับตัวแปรหนึ่งได้

ในรูปแสดงให้เห็นว่า ตัวแปร a มีค่า -123 และตัวแปร a อยู่ในตำแหน่งที่ 234560 ในหน่วยความจำ แม้ว่าตำแหน่งจะเป็นค่าคงที่ แต่ค่าเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อโปรแกรมทำงานแล้ว ซึ่งในรูปจะมีตัวแปรพอยเตอร์ p ค่าของมันในตำแหน่งนี้คือ 234560 ความหมายคือ p ชี้ไปยังตำแหน่ง a
ผู้ใช้สามารถกำหนดตำแหน่ง Address ของตัวแปร ให้กับตัวแปรพอยเตอร์ได้มากกว่าหนึ่งในรูปนี้มีตัวแปร a และตัวแปรพอยเตอร์ p และ q แต่ละพอยเตอร์จะมีชื่อและตำแหน่งที่เป็นค่าคงที่หมายความว่า p และ q ชี้ไปยังตัวแปร a และตัวแปรพอยเตอร์ที่ชี้ไป Address ของตัวแปรเดียวกันสามารถมีได้ไม่จำกัดจำนวนการเข้าถึงตัวแปรพอยเตอร์
การเข้าถึงพอยเตอร์จะต้องใช้ตัวดำเนินการ Indirection หรือ * ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงตัวแปรพอยเตอร์ที่ p ชี้อยู่สามารถเขียนได้ดังนี้
*p
อีกตัวอย่างหนึ่งถ้าเราต้องการบวก 1 ให้กับตัวแปร สามารถทำได้เช่นถ้ามีพอยเตอร์ p และกำหนดให้ p=&a เขียนชุดคำสั่งได้ดังนี้
a++, a=a+1; *p=p+1;(*p)++;
จากตัวอย่างนี้ผู้ใช้ต้องวงเว็บตามตัวอย่าง ไม่เช่นนั้นโปรแกรมจะผิดพลาดเพราะนิพจน์ Postfix แบบเพิ่มค่ามีลำดับความสำคัญอยู่ที่ 16 แต่เครื่องหมาย * มีความสำคัญอยู่ที่ 15 ถ้าไม่ใส่วงเล็บจะเพิ่มค่า p เก็บอยู่ไปอีก 1 ก่อน แล้วจึงไปนำค่าในตำแหน่งที่อยู่ใหม่ออกมาแทน

เครื่องหมาย Indirection (*) และ Address (&) เป็นเครื่องหมายตรงกันข้าม เมื่อนำมารวมกัน เช่น *&x ก็จะมีความหมายเท่ากับ x นั่นเอง
การประกาศและกำหนดลักษณะของพอยเตอร์
การประกาศและกำหนดลักษณะของตัวแปรพอยเตอร์จะใช้เครื่องหมาย Indirection เมื่อทำตามแล้วพอยเตอร์จะยังไม่ชี้ไปยังตัวแปรใด

การประกาศตัวแปรพอยเตอร์แบบต่าง ๆ ที่มีข้อมูลตรงตามชนิดข้อมูล และพอยเตอร์ที่ประกาศจะมีชนิดข้อมูลดังนี้ p เป็นตัวอักษร (Character) , q เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม (Integer) และ r เป็นเลขทศนิยม (Floating-point)

การกำหนดค่าเริ่มต้นของพอยเตอร์
พอยเตอร์เปรียบเสมือนกับตัวแปร คือ เมื่อโปรแกรมเริ่มทำงานแล้ว ไม่ได้ทำการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับพอยเตอร์ก็จะทำให้ค่าบางอย่างอาจนำไปใช้ได้ตัวอย่างเช่น

ปัญหา คือ ผู้ใช้ไม่ทำการกำหนดค่าให้กับตัวแปรเหล่านั้น เช่น
Int a; /*ตัวแปรชนิด int*/
Int *p = &a; /*pมีค่าของ Address*/
*p = 89 /*กำหนดค่า 89 ให้ a*/
และถ้าต้องการให้พอยเตอร์ชี้ไปที่ค่า NULL ก็สามารถทำได้ดังนี้
Int *p = NULL
เมื่อกำหนดพอยเตอร์ให้เป็น NULL เท่ากับผู้ใช้ได้ใช้ Address ที่ 0

โปรแกรม 9-2 แสดงการทำงานของพอยเตอร์

โปรแกรม 9-2 การบวกเลข 2 ตัวโดยใช้พอยเตอร์

พอยเตอร์กับฟังก์ชัน
การใช้พอยเตอร์กับฟังก์ชัน มี 2 แบบ คือ

1. การใช้พอยเตอร์เป็นพารามิเตอร์ (Pointer as Formal Parameters) จะมีการเรียกฟังก์ชัน

Exchanges ต้องมีตัวแปร 2 ตัวส่งไปให้ในการส่งค่าแบบ Pass-by-value โดยที่ข้อมูลจะไม่ถูกเปลี่ยนในฟังก์ชันที่ถูกเรียก

ถ้าต้องการให้ตัวแปรสลับกัน จะต้องใช้พอยเตอร์ช่วย หรือไม่ก็ประกาศตัวแปรเหล่านั้นเป็น Global

2. ฟังก์ชันที่มีการส่งค่ากลับเป็นพอยเตอร์ (Function Returning Parameters) ฟังก์ชันที่ใช้หาค่าน้อยที่สุดของตัวแปรระหว่างตัวเลข 2 ตัว

โดยในฟังก์ชันจะมีเงื่อนไขในการหาตัวเลขที่น้อยกว่า

Pointer To Pointer
คือการใช้พอยเตอร์ตัวหนึ่งชี้ไปยังอีกพอยเตอร์หนึ่ง การชี้ไปยังตัวสามารถทำได้ไม่จำกัดระดับโดยในแต่ละระดับจะต้องมีเครื่องหมาย Indirection 1 ตัว ตัวอย่างเช่น

แสดงการใช้ Pointers To Pointers

โปรแกรม แสดงการใช้ Pointers To Pointers

แหล่งอ้างอ้างอิง:http://e-learning.snru.ac.th/els/program1/image/banner_01.jpg

http://itd.htc.ac.th/st_it50/it5012/P_1/C/B9.htm

จัดทำโดย : นางสาว กมลลักษณ์ ศรีละคุณ ม.3/1 เลขที่12

นางสาว ธิภาวรรณ ศรีสามารถ ม.3/1 เลขที่19

นางสาว สุนิตา ไชยเดช ม.3/1 เลขที่30

การสะกดคำและการใช้ภาษา

1.ชื่อโครงงาน

การสะกดคำและการใช้ภาษา
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน

นางสาว จรรยาพร สาโยธา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3/1 เลขที่ 14

นางสาว ธิภาวรรณ ศรีสามารถ ชั้นมัธยมศึกษา3/1 เลขที่ 19

นางสาว สุนิตา ไชยเดช ชั้นมัธยมศึกษา3/1 เลขที่ 30

นางสาว ณัฐริกา ศึกษากิจ ชั้นมัธยมศึกษา3/1 เลขที่ 33

3.บทคัดย่อ

โครงงานเรื่องนี้ มาจากหมวดภาษาไทยเรื่องการสะกดคำและการใช้คำเนื่องจากยุคสมัยนี้

ผู้เรียนส่วนมากใช้คำผิดเพี้ยนกันมาก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นจึงจัดขึ้นเพื่อทำให้ผู้เรียน

มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสะกดคำและการใช้คำเพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาค้นคว้า

เพื่อให้รู้ได้เข้าใจมากขึ้น โครงงานเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสะกดคำและการใช้คำ

และจะมีแบบทดสอบดังในบทเรียนต่อไป

4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

การเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การสะกดคำและการใช้คำ จากการที่ผู้จัดทำโครงงานในฐานะที่เคยผ่านการเรียนวิชาภาษาไทยในส่วนของ เรื่องการสะกดคำและการใช้คำ มาแล้วในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น พบว่า ขณะที่เรียนเรื่องนี้อยู่นั้นนักเรียนส่วนใหญ่ใช้คำไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่าที่ควร อาจสืบเนื่องมาจากโลกปัจจุบันมีการใช้คำที่ผิดเพียนไปตามยุคตามสมัย

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้จัดทำโครงงานจึงได้จัดทำและรวบรวมเนื้อหาในบทเรียนมาสรุปเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการสะกดคำและใช้ภาษาให้ถูกต้อง

5. วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้เรียนใช้คำให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจกับการสะกดคำ

3.เพื่อให้ผู้เรียนใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะ

4.เพื่อให้ผู้เรียนนำโครงงานนี้ไปประกอบการศึกษาได้

5.เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

6. แผนปฏิบัติงาน

1.อธิบายการสะกดคำและการใช้คำที่ถูกต้องให้กับนักเรียนได้เข้าใจ

2.ให้นักเรียนได้ทดสอบการออกเสียงโดยการอ่าน

3.ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการเติมคำและแบบฝึกหัด

4.ให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามแบบตัวสะกดได้ถูกต้อง

7. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ให้นักเรียนรู้จักการสะกดคำที่ถูกต้อง

2.ให้นักเรียนใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะ

3.ให้นักเรียนมีการเสริมทักษะมากขึ้น

4.ให้นักเรียนเข้าใจการสะกดคำและการใช้ภาษาได้มากยิ่งขึ้น

8.เนื้อหา

การสะกดคำ

การสะกดคำ หมายถึง การออกเสียงตามพยัญชนะและสระที่ประสมกันเป็นคำ เช่น กอ-อา-งอ-กาง หรือ จะสะกดทีละขั้น เช่น กอ-อา-กา-กา-งอ-กาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนจะถนัด

การแจกลูก หมายถึง การออกเสียงคำที่ประสมด้วยเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกด โดยมีเสียงพยัญชนะต้นเป็นเสียงหลักแล้วเปลี่ยนเสียงสระไปตามลำดับหรือเปลี่ยนเสียงตัวสะกดไปทีละมาตรา เช่น

กะ กา กิ กี กง กัง กาง กิง กัน กาน กิน กีน

หรือการออกเสียงคำที่ประสมด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกด โดยมีเสียงสระเป็นหลัก แล้วเปลี่ยนเสียงพยัญชนะต้น หรือเสียงตัวสะกด เช่น

ดัง จัง บัง ปัง ริน ริม ริก ริบ

การสอนโดยวิธีการทางหลักภาษานี้ ควรเริ่มจากการสะกดคำและแจกลูกปากเปล่าจนคล่องเสียก่อนแล้วจึงให้สังเกตรูปคำและเขียนคำพร้อมกับสะกดคำไปด้วยจะช่วยให้เด็กอ่านและเขียนได้อย่างถูกต้อง

คำในภาษาไทยที่มักเขียนผิด

ต่อไปนี้เป็น รายชื่อคำในภาษาไทยที่มักเขียนผิด เรียงลำดับตามตัวอักษรของ คำที่เขียนถูก ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมภาษาไทยหรือตามประกาศของหน่วยงานราชการไทย

หมายเหตุ: การเขียนสะกดคำในนี้เป็นกรณีทั่วไป แต่ในกรณีเฉพาะ เช่น เป็น

วิสามานยนาม อาทิ เป็นชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ หรือในทางร้อยกรอง สามารถเขียนสะกดคำแตกต่างได้

เนื้อหา:

บนสุด0-9

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ก็

ก้อ

 

กงเกวียนกำเกวียน

กงกำกงเกวียน

กง และ กำ เป็นส่วนประกอบของล้อเกวียน

กงสุล

กงศุล

– “กรมการกงสุล” เรียกสั้น ๆ เป็น “กงสุล”
– ซึ่งคำว่า “กงสุล” นั้นมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “consul”

กฎ

กฏ

กฎ ทุกอย่าง ใช้ ฎ ชฎา ยกเว้น ปรากฏ ใช้ ฏ ปฏัก ส่วน กรกฎ/กรกฏ สะกดได้ทั้งสองแบบ

กบฏ

กบฎ, กบถ

– “กบฏ” ใช้ ฏ ปฏัก
– ในสมัยโบราณ เคยสะกดด้วย ฎ ชฎา (ดู พจนานุกรมกฎหมาย ของ ขุนสมาหารหิตะคดี)
– ถ้าออกเสียง “ขะ-บด” เขียน “ขบถ”

กบาล, กระบาล

กะบาล, -บาน

ใช้เรียกศีรษะ แต่เป็นคำไม่สุภาพ

กรรมกร

กรรมกรณ์

– “กรรมกร” = คนงาน, ลูกจ้างที่ใช้แรงงาน
– “กรรมกรณ์” = อาญา, เครื่องสำหรับลงอาญา ฯลฯ

กรรมกรณ์

กรรมกร

– “กรรมกร” = คนงาน, ลูกจ้างที่ใช้แรงงาน
– “กรรมกรณ์” = อาญา, เครื่องสำหรับลงอาญา ฯลฯ

กระเพาะ

กะเพาะ, กะเพราะ, กระเพราะ

ระวังสับสนกับ กะเพรา

กริยา

กิริยา

“กริยา” (กฺริ-) คือ คำชนิดหนึ่ง บอกอาการ การกระทำ เช่น เดิน วิ่ง เขียน เหล่านี้ คือ คำกริยา

กรีฑา

กรีธา, กรีทา

กีฬาประเภทหนึ่ง

กรีธา

กรีฑา

เคลื่อน ยก เดินเป็นหมู่หรือเป็นกระบวน เช่น กรีธาทัพ

กลยุทธ์

กลยุทธ, กลยุทธิ, กลยุทธิ์

 

กลางคัน

กลางครัน

 

กลิ่นอาย

กลิ่นไอ

 

กสิณ

กสิน

 

กเฬวราก

กเลวราก

 

กอปร

กอป, กอปร์

อ่านว่า “กอบ”

กอล์ฟ

กลอฟ, กอลฟ์, ก็อลฟ์, ก็อล์ฟ, ก๊อลฟ์, ก๊อล์ฟ

 

กะทันหัน

กระทันหัน

 

กะเทย

กระเทย

 

กะเทาะ

กระเทาะ

 

กะบังลม

กระบังลม

 

กะปิ

กระปิ

 

กะพง

กระพง

 

กะพริบ

กระพริบ

 

กะพรุน

กระพรุน

 

กะเพรา

กะเพา, กระเพา, กระเพรา

ระวังสับสนกับ กระเพาะ

กะล่อน

กระล่อน

 

กะละมัง

กาละมัง

 

กะลาสี

กลาสี

 

กะละแม

กาละแม, กาลาแม, กาละแมร์

 

กะหรี่

กระหรี่

 

กะเหรี่ยง

กระเหรี่ยง

 

กะหล่ำ

กระหล่ำ

 

กะโหลก

กระโหลก

จำไว้ว่า กะโหลก กะลา

กังวาน

กังวาล

 

กาลเทศะ

กาละเทศะ

 

กาลเวลา

กาฬเวลา

กาล หมายถึง เวลา , กาฬ แปลว่า รอยดำ หรือ แดง

กำเหน็จ

กำเหน็ด

 

กิตติมศักดิ์

กิติมศักดิ์, เกียรติมศักดิ์

 

กินรี

กินนรี

แต่ “กิน-นอน” เขียน ‘กินนร’

กิริยา

กริยา

“กิริยา” คือ อาการ การกระทำ เช่น ปฏิกิริยา

กุฎี, กุฏิ

กุฎ, กุฎิ

“กุฏิ” อ่านว่า “กุด” หรือ “กุด-ติ” , ถ้าต้องการอ่าน “กุ-ดี” ต้องเขียน “กุฎี” (ใช้คำไหนก็ได้)

กู

กรู

คำสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง

เกม

เกมส์

ในภาษาไทยสำหรับกรณีทั่วไปจะไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบคำใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าสื่อความหมายถึงเอกพจน์หรือพหูพจน์
เว้นแต่เป็นการทับศัพท์วิสามานยนาม เช่น “SEA Games” ว่า ซีเกมส์

เกล็ดเลือด

เกร็ดเลือด

 

เกษียณ

เกษียน, เกษียร

เกษียณ = สิ้นไป เช่นเกษียณอายุ; เกษียน = เขียน; เกษียร = น้ำนม

เกสร

เกษร

ส่วนในของดอกไม้

เกาต์

เก๊าท์

 

เกียรติ

เกียรติ์

อ่านว่า “เกียด”, ถ้าเขียน “เกียรติ์” อ่านว่า “เกียน” เช่น รามเกียรติ์

แก๊ง

แก๊งค์, แก๊งก์

“แก๊ง” มาจากภาษาอังกฤษว่า “gang” ในภาษาไทยเป็นภาษาปาก หมายความว่า “กลุ่มคนที่ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่า (มักใช้ในความหมายไม่ดี) เช่น แก๊งโจร แก๊งอันธพาล”

แกร็น

แกน, แกรน

ไม่เจริญเติบโตตามปรกติ (ใช้แก่คน สัตว์ และพืช), เช่น แคระแกร็น

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ขบถ

ขบฏ

ดู กบฏ

ขโมย

โขมย

 

ขวาน

ขวาญ

 

ขะมักเขม้น

ขมักเขม้น

 

ขาดดุล

ขาดดุลย์

ดู “ดุล”, “สมดุล”

ข้าวเหนียวมูน

ข้าวเหนียวมูล

มูน = เอากะทิเคล้ากับข้าวเหนียวเพื่อให้มัน

ขี้เกียจ

ขี้เกลียด, ขี้เกียด

 

ไข่มุก

ไข่มุกด์, ไข่มุข

 

ปัจจุบันไม่มีคำที่ใช้ “ฃ” โดยหันไปใช้ “ข” แทน เช่น “ฃวด” ก็ใช้เป็น “ขวด” เป็นต้น

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

คทา

คฑา, คธา

 

คน

ฅน

ฅ ไม่เคยใช้เขียนคำว่า ฅน

ครรไล

ครรลัย

 

ครองราชย์

ครองราช

คำว่า “ราชย์” หมายถึง ความเป็นราชา, “ครองราชย์” จึงหมายถึง ครองความเป็นราชา
ทั้งนี้ คำว่า “ครองราชสมบัติ” หมายความว่า ครองสมบัติของพระราชา ก็คือ ครองความเป็นราชา (มิใช่ “ครองราชยสมบัติ” อันแปลว่า ครองสมบัติแห่งความเป็นพระราชา)

คริสตกาล

คริสต์กาล

ใช้ตามโบราณ

คริสตจักร

คริสต์จักร

ใช้ตามโบราณ

คริสต์ทศวรรษ

คริสตทศวรรษ

ไม่นิยมสมาสข้ามภาษา

คริสต์ศตวรรษ

คริสตศตวรรษ

ไม่นิยมสมาสข้ามภาษา

คริสต์ศักราช

คริสตศักราช

 

คริสต์ศาสนา

คริสตศาสนา

ไม่นิยมสมาสข้ามภาษา

คริสต์ศาสนิกชน

คริสตศาสนิกชน

 

คริสต์มาส

คริสตมาส

 

ครุฑ

ครุท

 

ครุภัณฑ์

คุรุภัณฑ์

 

ครุศาสตร์

คุรุศาสตร์

 

คฤหาสน์

คฤหาสถ์

คฤห + อาสน

คลิก

คลิ้ก, คลิ๊ก

 

คลินิก

คลีนิก, คลินิค

 

ค้อน

ฆ้อน

 

คะ

ค๊ะ

 

คะนอง

คนอง

 

คาร์ป

คาร์ฟ, คราฟ, คาร์พ, คราพ

ชื่อปลา ทับศัพท์มาจาก carp

คารวะ

เคารวะ

 

คำนวณ

คำนวน

 

คำสดุดี

คำดุษฎี

 

คุกกี้

คุ้กกี้, คุ๊กกี้

ออกเสียง คุก โดยไม่ต้องใส่วรรณยุกต์

คุรุศึกษา

ครุศึกษา

 

เค้ก

เค็ก, เค๊ก

 

เครื่องราง

เครื่องลาง

 

แค็ตตาล็อก

แคตตาล็อก, แคตาล็อก

 

แคระแกร็น

แคะแกน, แคะแกรน, แคระแกน, แคระแกรน

ไม่เจริญเติบโตตามปรกติ (ใช้แก่คน สัตว์ และพืช)

โค่ง

โข่ง

โข่ง = เปิ่น ไม่เข้าท่า / โค่ง = โตกว่าเพื่อน

โคตร

โครต, โคต, โคด

 

โครงการ

โครงการณ์

การ คือ งาน

โควตา

โควต้า

ออกเสียง คว ควบกล้ำ และออกเสียง ต้า โดยไม่ต้องใส่วรรณยุกต์

คอลัมน์

คอลัมม์

 

ปัจจุบันไม่มีคำที่ใช้ “ฅ” โดยหันไปใช้ “ค” แทน เช่น “ฅอ” ก็ใช้เป็น “คอ” เป็นต้น

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฆราวาส

ฆรวาส, ฆารวาส, -วาท

 

ฆาตกร

ฆาตรกร

ฆาต แปลว่า ฆ่า, ทำลาย หรือ ตี

ฆาตกรรม

ฆาตรกรรม

ฆาต แปลว่า ฆ่า, ทำลาย หรือ ตี

เฆี่ยน

เคี่ยน

– “เฆี่ยน” = ตีด้วยหวายหรือไม้เรียวเป็นต้นเป็นการลงโทษ เป็นต้น
– “เคี่ยน” ไม่มีความหมาย

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

งบดุล

งบดุลย์

ไม่ใช่ ดุลย์

ง่องแง่ง

ง้องแง้ง

 

งูสวัด

งูสวัส, งูสวัสดิ์

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

จงกรม

จงกลม

การฝึกสมาธิ

จระเข้

จรเข้

เครื่องดนตรีไทย เรียก “จะเข้”

จลนศาสตร์

จลศาสตร์

 

จลาจล

จราจล

มาจากคำ จล + อจล

จะงอย

จงอย

 

จะจะ

จะ ๆ

คำมูลสองพยางค์

จะละเม็ด

จาละเม็ด, จาระเม็ด, จรเม็ด, จระเม็ด

 

จักจั่น

จั๊กจั่น

 

จักร

จักร์

 

จักรพรรดิ

จักรพรรดิ์

อ่านว่า “จัก-กฺระ-พัด”

จักรวรรดิ

จักรวรรดิ์

อ่านว่า “จัก-กฺระ-หวัด”

จักสาน

จักรสาน

เครื่องใช้ที่ทำด้วยมือ

จาระไน

จารไน

 

จาระบี

จารบี

 

จำนง

จำนงค์

แผลงจาก “จง”

จินตนาการ

จินตะนาการ, จินตรนาการ

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันใช้แบบมีทัณฑฆาตตามที่ได้รับพระราชทาน (ขัดหลักคำสมาส)

เจตจำนง

เจตจำนงค์

แผลงจาก “จง”

เจียระไน

เจียรไน

 

โจทก์

โจทย์

โจทก์ หมายถึง ผู้ฟ้องร้องในศาลกล่าวหาจำเลย โจทย์ หมายถึง ปัญหา เช่น โจทย์เลข

ใจ

จัย

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฉบับ

ฉะบับ

ฉบาบ

ฉะนั้น

ฉนั้น

 

ฉะนี้

ฉนี้

 

ฉัน

ฉันท์

เสมือน เช่น ฉันญาติ ฉันมิตร; รับประทาน ใช้กับพระสงฆ์

ฉันท์

ฉัน

ความพอใจ หรือร้อยกรองประเภทหนึ่งมีบังคับครุลหุ

เฉพาะ

ฉะเพาะ, ฉเพาะ

 

ไฉน

ฉไน

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ชมพู

ชมภู

หมายถึง สีจากธรรมชาติสี นึ่งซึ่งคิดว่าเป็นสีแห่งความรักเหมือนกับสีแดง

ชมพู่

ชมภู่

ผลไม้ที่เป็นสีแดง และสี ชมพู

ชะนี

ชนี

สัตว์ประเภทหนึ่ง

ชะมด

ชมด

เหมือนการที่ต่อแย่ ผู่อื่น

ชะลอ

ชลอ

 

ชัชวาล

ชัชวาลย์

 

ชีพิตักษัย

ชีพตักษัย

 

ชีวประวัติ

ชีวะประวัติ

สมาสแล้วลบวิสรรชนีย์

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ซวดเซ

ทรวดเซ

 

ซาบซ่าน

ทราบซ่าน, -ส้าน

 

ซาบซึ้ง

ทราบซึ้ง

 

ซาลาเปา

ซาละเปา, ซะละเปา

 

ซาวเสียง

ซาวด์เสียง, ซาวน์เสียง, ซาวนด์เสียง

หยั่งเสียงเพื่อฟังความคิดเห็น

ซีเมนต์

ซีเม็นต์, ซีเมนท์, ซีเม็นท์, ซีเม็น

 

ซุ่ม

สุ่ม, สุ้ม

ซุ่ม = ซ่อน, แอบซ่อนคอยทีอยู่ / สุ่ม = เครื่องมือจับปลา, เครื่องสานครอบขังไก่, ไม่เฉพาะเจาะจง

ซุ้ม

สุ้ม

สิ่งที่เป็นพุ่มมีทางลอดได้, ส่วนบนของประตูหน้าต่าง

เซ็นชื่อ

เซ็นต์ชื่อ

จากคำอังกฤษ sign, ไม่มี ต การันต์

เซนติเมตร

เซ็นติเมตร

 

ไซ้ขน

ไซร้ขน

 

ซ่องเสพ

ส้องเสพ

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฌาน

ฌาณ

 

ฌาปนกิจ

ฌาปณกิจ

 

เฌอ

กะเฌอ

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ญวน

ญวณ

 

ญัตติ

ญัติ

 

ญาณ

ญาน

 

ญาติ

ญาต

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฎีกา

ฏีกา

ใช้ ฎ ชฎา ตัวอักษรที่คล้ายกันทำให้เกิดความสับสน

ปัจจุบันไม่มีคำที่ขึ้นต้นด้วย “ฏ”

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฐาน

ฐาณ

 

ไม่มีคำที่เขียนผิด

ไม่มีคำที่เขียนผิด สำหรับ “เฒ่าแก่” และ “เถ้าแก่” ใช้ได้ทั้งสองคำ

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ณ.

อ่านว่า “นะ” มีความหมายว่า ที่
ในการเขียน ไม่มีจุดข้างหลังเพราะมิใช่คำย่อ แต่ “ณ” แผลงรูปมาจาก “ใน” และมักเว้นวรรคหน้าวรรคหลัง “ณ” ด้วย เช่น “อยู่ ณ ที่นี้”

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ดอกจัน

ดอกจันท์, ดอกจันทน์, ดอกจันทร์

เครื่องหมาย *, ดอกของต้นจัน

ดอกจันทน์

ดอกจัน, ดอกจันท์, ดอกจันทร์

รกหุ้มเมล็ดจันทน์เทศ

ดอกไม้จันทน์

ดอกไม้จัน, ดอกไม้จันท์, ดอกไม้จันทร์

ดอกไม้ประดิษฐ์สำหรับงานเผาศพ

ดัตช์

ดัชต์, ดัชท์, ดัทช์

 

ดำรง

ดำรงค์

 

ดำริ

ดำหริ, ดำริห์

อ่านว่า “ดำ-หริ”, โบราณเขียน “ดำริห์”

ดุล

ดุลย์

“ดุล” เป็นคำนามแปลว่า ความเท่ากัน หรือความเสมอกัน, ส่วน “ดุลย์” เป็นคำวิเศษณ์แปลว่า เท่ากัน หรือเสมอกัน

ดุษณี

โดยดุษฎี

ดุษณี หมายถึง นิ่ง
ดุษฎี หมายถึง ยินดี
มักใช้สลับกัน เช่น ในถ้อยคำว่า “ยอมรับโดยดุษณี”

เดินเหิน

เดินเหิร

โบราณเขียน “เหิร”

แดก

แดรก, แด่ก, แดร่ก, แด๊ก

เป็นภาษาปาก หมายถึง กิน หรือ พูดกระทบให้โกรธ ฯลฯ

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ตรรกะ, ตรรก-

ตรรกกะ

 

ตราสัง

ตราสังข์

 

ตรึงตรา

ตรึงตา

หมายถึง ติดแน่น

ตะกร้า

ตระกร้า

 

ตะราง

ตาราง

ที่คุมขัง

ตานขโมย

ตาลขโมย

 

ตาราง

ตะราง

ช่องสี่เหลี่ยม

ตำรับ

ตำหรับ

 

ใต้

ไต้

ใช้แสดงตำแหน่ง เช่น ใต้โต๊ะ ภาคใต้ แสงใต้ (ออโรรา)

ใต้เท้า

ไต้เท้า

เปรียบเหมือนเราอยู่ข้างใต้ เท้าของผู้มีอำนาจบารมี ทำนองเดียวกับ ใต้ฝ่าพระบาท ฯลฯ

ไต้

ใต้

หมายถึงคบเพลิง เช่น ขี้ไต้ จุดไต้ตำตอ น้ำตาแสงไต้ หรือใช้ทับศัพท์ภาษาอื่น

ไต้ก๋ง

ใต้ก๋ง

นายท้ายเรือสำเภาหรือเรือประมง ทับศัพท์จากภาษาจีน

ไต้ฝุ่น

ใต้ฝุ่น

ทับศัพท์มาจาก typhoon

ไตรยางศ์

ไตรยางค์

 

ไต้หวัน

ใต้หวัน

ทับศัพท์จากภาษาจีน

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ถนนลาดยาง

ถนนราดยาง

ลาด หมายถึง ปู

ถ่วงดุล

ถ่วงดุลย์

 

ถั่วพู

ถั่วพลู

ถั่วที่ด้านข้างมีรอยเป็นพู

เถา

เถาว์

 

ไถ่ตัว

ถ่ายตัว

เรียกค่าไถ่ ก็ใช้คำนี้

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ทโมน

ทะโมน, โทมน

 

ทยอย

ทะยอย

 

ทแยง

ทะแยง, แทยง

 

ทรงกลด

ทรงกรด

 

ทรมาทรกรรม

ทรมานทรกรรม

 

ทรราช

ทรราชย์

– ทรราช = ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อำนาจสร้างความเดือดร้อน, ตามรากศัพท์หมายถึง ราชาชั่ว แต่สามารถใช้ได้กับทั้งที่เป็นราชาและไม่เป็นราชา
– ทรราชย์ = รูปแบบ ระบบ หรือลัทธิการปกครองแบบทรราช

ทระนง, ทะนง

ทรนง, ทนง

 

ทลาย

ทะลาย

พังทลาย

ทศกัณฐ์

ทศกัณฑ์

กัณฑ์ แปลว่า คำเทศน์ตอนหนึ่ง; กัณฐ์ แปลว่า คอ

ทอนซิล

ทอมซิน

 

ทะนุถนอม

ทนุถนอม

 

ทะนุบำรุง, ทำนุบำรุง

ทนุบำรุง

 

ทะลาย

ทลาย

ช่อผลของมะพร้าว

ทะเลสาบ

ทะเลสาป

 

ทัณฑ์

ฑัณฑ์

 

ทารุณ

ทารุน

 

ทีฆายุโก

ฑีฆายุโก

ทีฆายุ หมายถึง อายุยืนยาว

ทุกรกิริยา

ทุกขกิริยา, ทุกขรกิริยา

หมายถึง กิจที่ทำได้ยาก

ทุคติ

ทุกข์คติ

 

ทุพพลภาพ

ทุพลภาพ

 

ทุพภิกขภัย

ทุภิกขภัย

ทุส + ภิกขภัย, เปลี่ยน ส เป็น พ ตามหลักการสมาส

ทุศีล

ทุจศีล

 

ทูต

ฑูต

ทูตทุกอย่าง ใช้ ท ทหาร

ทูนหัว

ทูลหัว

 

ทูลกระหม่อม

ทูนกระหม่อม

 

เท่

เท่ห์

 

เทพนม

เทพพนม

เทวะ + นมะ ไม่ใช่ เทพ + พนม

เทเวศร์

เทเวศ, เทเวศน์

เทว + อิศร์

เทอญ

เทิญ

 

เทอม

เทิม, เทิร์ม

 

เท้าความ

ท้าวความ

เขียนเหมือน “เท้า”

เทิด

เทอด

 

เทิดทูน

เทิดทูล

 

แท็กซี่

แท๊กซี่

 

แทรกแซง

แซกแซง

 

โทรทรรศน์

โทรทัศน์

กล้องส่องทางไกล

โทรทัศน์

โทรทรรศน์

เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง

โทรศัพท์

โทรศัพย์

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ธนบัตร

ธนาบัตร

 

ธนาณัติ

ธนานัติ, ธนาณัต

 

ธรรมเนียม

ทำเนียม

ในหนังสือเก่าๆ เขียน “ทำเนียม” ก็มี, แต่ปัจจุบัน ใช้ “ธรรมเนียม” (มาจาก ธรรม + นิยม)

ธัญพืช

ธัญญพืช

 

ธำมรงค์

ธำมรง, ทำมะรงค์

แปลว่า “แหวน”

ธำรง

ธำรงค์

 

ธุรกิจ

ธุระกิจ

สมาสแล้ว ลบวิสรรชนีย์

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

นพปฎล

นพปดล

แปลว่า เก้าชั้น

นภดล

นพดล

เว้นแต่ “นพดล” ที่เป็นชื่อเฉพาะ

นวัตกรรม

นวตกรรม

 

นอต

น็อต, น๊อต

ทับศัพท์จาก nut ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงอุปกรณ์ช่าง

นะ

น๊ะ

ออกเสียงวรรณยุกต์ตรี โดยไม่ปรากฏรูป

นะคะ

นะค่ะ, นะค๊ะ

คะ เป็นเสียงตรี ไม่ต้องใช้ไม้ตรี ในขณะที่ ค่ะ เป็นเสียงโท

นันทนาการ

สันทนาการ

 

นัย

นัยยะ

อ่านได้ทั้ง ไน และ ไน-ยะ

นัยน์ตา

นัยตา

 

น่า

หน้า

คำประกอบหน้ากริยา หมายความว่า ควร เช่น น่าจะทำอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้; ชวนให้, ทำให้อยากจะ, เช่น น่ากิน น่ารัก

นาที

นาฑี

นาฑี เป็นภาษาสันสกฤต พบบ้างในหนังสือเก่า ปัจจุบันพจนานุกรมให้สะกดแบบเดียวเท่านั้น

นานัปการ

นานับประการ

 

นานา

นา ๆ

คำมูลสองพยางค์

น้ำจัณฑ์

น้ำจัน

 

น้ำมันก๊าด

น้ำมันก๊าซ, -ก๊าส

 

น้ำแข็งไส

น้ำแข็งใส

หมายถึงการนำน้ำแข็งไปไสบนกบ จนได้เกล็ดน้ำแข็ง เป็นวิธีทำแบบดั้งเดิม

นิจศีล

นิจสิน

 

นิเทศ

นิเทศน์, นิเทส

 

นิมิต

นิมิตร, นิรมิตร

 

นิเวศวิทยา

นิเวศน์วิทยา

 

เนรมิต

เนรมิตร

 

เนืองนิตย์

เนืองนิจ

 

แน่นหนา

หนาแน่น

– “แน่นหนา” ว่า มั่นคง เช่น ใส่กุญแจแน่นหนา มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา, แข็งแรง เช่น ประตูหน้าต่างแน่นหนา, บางทีก็ใช้เข้าคู่กับ ปึกแผ่น เป็น เป็นปึกแผ่นแน่นหนา.
– “หนาแน่น” ว่า คับคั่ง, แออัด, เช่น กรุงเทพฯ มีประชากรหนาแน่นมาก.

โน้ต

โน๊ต, โน้ท, โน๊ท

อักษรต่ำ ไม่ใส่ไม้ตรี

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

บรรทัด

บันทัด

 

บรรทุก

บันทุก

 

บรรลุ

บันลุ

 

บรรเลง

บันเลง

 

บรั่นดี

บะหรั่นดี

 

บริสุทธิ์

บริสุทธ, บริสุทธิ

 

บล็อก

บล็อค, บล๊อก

หลักการทับศัพท์

บ่วงบาศ

บ่วงบาศก์, บ่วงบาต, บ่วงบาท

 

บอระเพ็ด

บรเพ็ด, บอระเพชร

 

บังสุกุล

บังสกุล

 

บังเอิญ

บังเอิน

 

บัญญัติไตรยางศ์

บัญญัติไตรยางค์

เหมือน ไตรยางศ์

บัตรสนเท่ห์

บัตรสนเท่

 

บันดาล

บรรดาล

 

บันได

บรรได

 

บันเทิง

บรรเทิง

 

บันลือ

บรรลือ

 

บางลำพู

บางลำภู

 

บาดทะยัก

บาททะยัก, บาดทยัก

 

บาตร

บาต

เครื่องใช้อย่างหนึ่งของพระสงฆ์

บาทบงสุ์

บาทบงส์

อ่านว่า บาด-ทะ-บง

บาทหลวง

บาดหลวง

 

บำเหน็จ

บำเน็จ

 

บิณฑบาต

บิณฑบาตร, บิณฑบาท

 

บิดพลิ้ว

บิดพริ้ว

 

บุคคล

บุคล

 

บุคลากร

บุคคลากร

 

บุคลิกภาพ

บุคคลิกภาพ

 

บุปผชาติ

บุปผาชาติ

 

บุษราคัม

บุษราคำ

 

บูชายัญ

บูชายันต์

 

บูรณปฏิสังขรณ์

บูรณะปฏิสังขรณ์

คำสมาส

เบญจเพส

เบญจเพศ

เพส มาจากคำว่า วีสะ=20 เบญจ =5, เบญจเพส = 25

เบนซิน

เบ็นซิน, เบนซิล

 

เบรก

เบรค

ศัพท์บัญญัติ หรือใช้คำว่า ห้ามล้อ

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ปฏิกิริยา

ปฏิกริยา

 

ปฏิสันถาร

ปฏิสัณฐาน, ปฏิสันถาน

 

ปฏิทิน

ปติทิน

 

ปฏิพัทธ์

ประติพัทธ์

 

ปฏิสังขรณ์

ปฏิสังขร

 

ปฐมนิเทศ

ปฐมนิเทศก์, ปฐมนิเทศน์

 

ปณิธาน, ประณิธาน

ปนิธาน, ประนิธาน

ตั้งใจไว้

ปรนนิบัติ

ปรณนิบัติ

 

ปรมาณู

ปรมณู

ปรม + อณู

ปรองดอง

ปองดอง

 

ประกายพรึก

ประกายพฤกษ์

 

ประกาศนียบัตร

ประกาศณียบัตร

 

ประกาศิต

ประกาษิต

 

ประจัญบาน

ประจันบาน, ประจันบาล, ประจัญบาล

 

ประจันหน้า

ประจัญหน้า

 

ประจันห้อง

ประจัญห้อง

 

ประจำการ

ประจำการณ์

 

ประณต

ประนต

(กริยา) น้อมไหว้

ประณม

ประนม

(อาการนาม) การน้อมไหว้

ประณาม

ประนาม

 

ประณีต

ปราณีต, ประนีต

 

ประดิดประดอย

ประดิษฐ์ประดอย

 

ประนีประนอม

ประณีประณอม

 

ประเมิน

ประเมิณ

มักสับสนกับ “ประมาณ”

ประสบการณ์

ประสพการณ์

 

ประสบผลสำเร็จ, ประสบความสำเร็จ

ประสพผลสำเร็จ, ประสพความสำเร็จ

“ประสบ” เป็นคำกริยาแปลว่าพบหรือพบปะ ส่วน “ประสพ” เป็นคำนามมีความหมายว่าการเกิดผล ในภาษาไทยจึงใช้ “ประสบ” เพียงรูปเดียว เช่น ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ ประสบอุทกภัย ประสบโชค

ประสูติ

ประสูต, ประสูตร

 

ประสูติการ

ประสูติกาล

การคลอด

ประสูติกาล

ประสูติการ

เวลาที่คลอด

ประหลาด

ปะหลาด, ปลาด

 

ประหัตประหาร

ประหัดประหาร, ประหัตถ์ประหาร

 

ประหาณ, ปหาน

ประหาร

ประหาณ หรือ ปหาน หมายถึง ละทิ้ง เช่น สมุจเฉทประหาณ (การตัดขาดและการละทิ้ง), ปหานกิเลส (ละทิ้งกิเลส)

ประหาร, ปหาร

ประหาณ, -หาน, ปะ-

ประหาร หมายถึง ตี ฟัน ทำลาย หรือ ฆ่า เช่น ประหารชีวิต

ปรัมปรา

ปรำปรา, ปะรำปะรา

อ่านว่า ปะ-รำ-ปะ-รา

ปรัศนี

ปรัศนีย์

 

ปรากฏ

ปรากฎ

ใช้ ฏ ปฏัก

ปราณี

ปรานี

ปราณี = สิ่งมีชีวิต ผู้มีชีวิต คือ ผู้มีลมหายใจ ได้แก่ สัตว์ คน เป็นต้น

ปรานี

ปราณี

ปรานี = กรุณา,เมตตา,เอื้ออาทร,เมตตากรุณา เอ็นดู เผื่อแผ่ เอ็นดูด้วยความสงสาร

ปรานีปราศรัย

ปราณีปราศัย

 

ปรารถนา

ปราถนา

อ่านว่า “ปราด-ถะ-หนา”

ปราศจาก

ปราศจาค

 

ปล้นสะดม

ปล้นสดมภ์

สดมภ์ แปลว่า เสาหรือช่องตามแนวตั้ง

ปวารณา

ปวารนา

 

ปะทะ

ประทะ

 

ปะแล่ม

ปแล่ม, แปล่ม

 

ปักษิน

ปักษิณ

 

ปาฏิหาริย์

ปาฏิหาร, ปาฏิหารย์

 

ปาติโมกข์

ปาฏิโมกข์

 

ปาริชาต

ปาริชาติ

 

ปิกนิก

ปิคนิค

คำทับศัพท์

ปุโรหิต

ปุโลหิต

 

เปอร์เซ็นต์

เปอร์เซนต์

คำทับศัพท์

เป๋อเหลอ

เป๋อเล๋อ

อักษรต่ำ ไม่ใช้วรรณยุกต์จัตวา

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ผดุง

ผะดุง

 

ผรุสวาท

ผรุสวาส

 

ผลลัพธ์

ผลลัพท์

 

ผล็อย

ผลอย

 

ผลัดเปลี่ยน

ผัดเปลี่ยน

 

ผลัดผ้า

ผัดผ้า

 

ผลัดเวร

ผัดเวร

 

ผลานิสงส์

ผลานิสงฆ์

 

ผอบ

ผะอบ

 

ผัดผ่อน

ผลัดผ่อน

 

ผัดวันประกันพรุ่ง

ผลัดวันประกันพรุ่ง

 

ผัดหนี้

ผลัดหนี้

 

ผาสุก

ผาสุข

 

ผีซ้ำด้ำพลอย

ผีซ้ำด้ามพลอย

ด้ำ เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ผีเรือน

ผุดลุกผุดนั่ง

ผลุดลุกผลุดนั่ง

 

ผูกพัน

ผูกพันธ์

 

ผู้เยาว์

ผู้เยา

 

เผลอไผล

เผอไผ

 

เผอเรอ

เผลอเรอ

 

เผอิญ

ผเอิญ, ผะเอิญ

 

เผ่าพันธุ์

เผ่าพัน

 

แผ่ซ่าน

แผ่ส้าน, แผ่ซ้าน

 

แผนการ

แผนการณ์

 

แผลงฤทธิ์

แผงฤทธิ์

 

ไผท

ผไท, ผะไท

 

ผัดไทย

ผัดไท

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศษ

 

ฝักฝ่าย

ฝักใฝ่, ฝักไฝ่

พวก, ข้าง

ฝักใฝ่

ฝักฝ่าย, ฝักไฝ่

เอาใจใส่, ผูกพัน

ฝากครรภ์

ฝากครร

 

ฝีดาษ

ฝีดาด

ไข้ทรพิษ

ฝึกปรือ

ฝึกปือ, ฝึกปลือ

 

ไฝ

ใฝ

คำนอกกฎการใช้ไม้ม้วน

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

พงศ์พันธุ์

พงพันธุ์, พงษ์พันธุ์

 

พจนานุกรม

พจณานุกรม

พจน + อนุกรม

ฯพณฯ

พณฯ, ฯพณ, พณ

อ่านว่า “พะ-นะ-ท่าน”

พยัก

พะยัก

 

พยักพเยิด

พะยักพะเยิด, พยักเพยิด

 

พยัคฆ์

พยัค, พยัฆ

เสือ

พยาน

พะยาน

 

พยาบาท

พญาบาท, พยาบาตร

 

พยุง

พะยุง

 

พเยีย

พะเยีย, เพยีย

พวงดอกไม้

พรรณนา

พรรณา

อ่านว่า พัน-นะ-นา

พรหมจรรย์

พรมจรรย์

 

พราหมณ์

พราห์มณ์, พรามณ์

อ่านว่า พฺราม

พร่ำพลอด

พร่ำพรอด

 

พฤศจิกายน

พฤษจิกายน

 

พฤษภาคม

พฤศภาคม

 

พลศึกษา

พละศึกษา

คำสมาส

พละกำลัง

พลกำลัง

 

พลาสติก

พลาสติค

 

พหูสูต

พหูสูตร

 

พะแนง

พแนง, แพนง

 

พะยอม

พยอม

ชื่อต้นไม้ มีดอกสีขาว

พะวักพะวน

พวักพวน

 

พังทลาย

พังทะลาย

 

พันทาง

พันธุ์ทาง

ลูกผสมต่างสายพันธุ์

พัศดี

พัสดี

 

พัสดุ

พัศดุ

 

พากย์

พากษ์

พากย์หนัง

พาณิชย์, พาณิชย,พณิชย์
พาณิช, พณิช

พานิชย์, พานิชย, พนิชย์
พานิช, พนิช

ใช้ ณ เสมอ รวมถึงรูปศัพท์เดิมก่อนแผลง ว เป็น พ เช่น วาณิชย์ วาณิชกะ วณิชย์ วณิชยา วาณิช วณิช
พาณิชย์ พาณิชย หรือ พณิชย์ แปลว่าการค้า พาณิชหรือพณิชหมายถึงพ่อค้า
ยกเว้นวิสามานยนามบางคำ เช่น ไทยวัฒนาพานิช, กรุงไทยพานิชประกันภัย, ศุภชัย พานิชภักดิ์, วิจารณ์ พานิช และ ชิน โสภณพนิช

พานจะเป็นลม

พาลจะเป็นลม

 

พาหุรัด

พาหุรัต, พาหุรัตน์

 

พิณพาทย์

พิณภาทย์

 

พิธีรีตอง

พิธีรีตรอง

 

พิบูล

พิบูลย์

 

พิพิธภัณฑ์

พิพิทธภัณฑ์

 

พิราบ

พิราป

นกชนิดหนึ่ง

พิลาป

พิราป

คร่ำครวญ, ร้องไห้ เช่น รำพันพิลาป

พิศวง

พิสวง

 

พิศวาส

พิสวาส

 

พิสดาร

พิศดาร

 

พิสมัย

พิศมัย

 

พึมพำ

พึมพัม

 

พุดตาน

พุดตาล

ดอกไม้ชนิดหนึ่ง

พุทธชาด

พุทธชาติ

ดอกไม้ชนิดหนึ่ง

พู่กัน

ภู่กัน

 

พู่ระหง

ภู่ระหง

 

เพชฌฆาต

เพชรฆาต, เพ็ชรฆาต

 

เพชร

เพ็ชร

 

เพศสัมพันธ์

เพศสัมพันธุ์

 

เพนียด

พเนียด, พะเนียด

 

เพริศพริ้ง

เพริดพริ้ง

 

เพิ่มพูน

เพิ่มพูล

 

เพียบพร้อม

เพรียบพร้อม

 

แพทยศาสตร์

แพทย์ศาสตร์

 

โพชฌงค์

โพชงค์

 

โพดำ

โพธิ์ดำ

 

โพแดง

โพธิ์แดง

 

โพทะเล

โพธิ์ทะเล

 

โพนทะนา

โพนทนา

 

โพระดก

โพรดก

 

โพสพ

โพศพ

 

ไพฑูรย์

ไพทูรย์

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฟังก์ชัน

ฟังก์ชั่น

ไม่มีไม้เอก

ฟั่น

ฝั้น

เช่น ฟั่นเชือก ฟั่นเทียน

ฟันคุด

ฟันครุฑ, ฟันครุท

คุด หมายถึง งอกงออยู่ภายในไม่โผล่ออกมาตามปรกติ ครุฑเป็นสัตว์ในตำนานอินเดีย

ฟาทอม

ฟาธอม, แฟทอม, แฟธอม

หน่วยวัดระยะทาง

ฟิล์ม

ฟิลม์, ฟลิม, ฟิมล์, ฟิม์ล

 

ฟิวส์

ฟิว

 

ฟุตบอล

ฟุทบอล

 

ฟุลสแก๊ป

ฟูลสแกป

หน้ากระดาษที่มีเส้นบรรทัด

เฟิน

เฟิร์น

ถ้านำไปเขียนคำทับศัพท์อาจอนุโลมใช้ เฟิร์น ได้

แฟชั่น

แฟชัน

มีไม้เอก

ไฟแช็ก

ไฟแชค, ไฟแช็ค

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ภคินี

ภคิณี

 

ภวังค์

พวังศ์

 

ภัณฑารักษ์

พันธารักษ์

 

ภาคทัณฑ์

ภาคฑัณฑ์

 

ภาคภูมิ

พากพูม

 

ภาพยนตร์

ภาพยนต์

 

ภาวการณ์

ภาวะการณ์, ภาวะการ

 

ภาววิสัย

ภาวะวิสัย

“ภาววิสัย” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “objective” บางทีใช้ “ปรนัย” (ปะระไน), “ปรวิสัย” (ปะระวิสัย) หรือ “วัตถุวิสัย” หมายความว่า “ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ โดยไม่เกี่ยวกับความคิดหรือความรู้สึก”

ภุชงค์

พุชงค์

 

ภูตผี

ภูติผี

 

ภูมิใจ

พูมใจ, ภูมใจ

 

ภูมิลำเนา

ภูมลำเนา

 

เภตรา

เพตรา

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

มกุฎราชกุมาร

มกุฏราชกุมาร,มงกุฎราชกุมาร

ใช้ ฎ ชฎา

มงกุฎ

มงกุฏ

ใช้ ฎ ชฎา

มณฑป

มนฑป, มณทป

อ่านว่า มน-ดบ

มนเทียร

มนเฑียร, มณเฑียร

 

มรณภาพ

มรณะภาพ

 

มฤตยู

มรึตยู

 

มลทิน

มนทิน

 

มลังเมลือง

มะลังมะเลือง

 

มหรรณพ

มหรรนพ, มหันนพ

 

มหรสพ

มหรศพ

อ่านว่า มะ-หอ-ระ-สบ

มหัศจรรย์

มหรรศจรรย์

 

มหาหิงคุ์

มหาหิงค์

 

มเหสักข์

มเหศักดิ์

 

มเหสี

เมหสี

 

มไหศวรรย์

มไหสวรรค์

 

ม่อห้อม, ม่อฮ่อม, หม้อห้อม

หม้อฮ่อม

 

มะหะหมัด

มหะหมัด, มะหะมัด

 

มัคคุเทศก์

มัคคุเทศ, มัคคุเทศน์

 

มัคนายก, มรรคนายก

มัคทายก, มรรคทายก

(บาลี) มคฺค + นายก (สันสกฤต) มารฺค + นายก หมายถึง ผู้นำทาง ได้แก่ ผู้จัดการทางกุศล หรือผู้ชี้แจงทางบุญทางกุศลและป่าวประกาศให้ประชาชนมาทำบุญทำกุศลในวัด

มัณฑนศิลป์

มันทนศิลป์, มันฑณศิลป์

 

มัธยัสถ์

มัธยัสต์

 

มัศยา, มัตสยา

มัสยา

ปลา

มัสตาร์ด

มัสตาด

 

มัสมั่น

มัสหมั่น

อ่านว่า มัด-สะ-หมั่น

มาตรการ

มาตราการ

 

มาตรฐาน

มาตราฐาน

 

มานุษยวิทยา

มนุษยวิทยา

มานุษย = ที่เกี่ยวกับมนุษย์

ม่าเหมี่ยว

มะเหมี่ยว

ด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง, ชมพู่ผลสีแดงเข้ม

มึง

เมิง

 

มืดมน

มืดมนต์, มืดมล

 

มุกตลก

มุขตลก

ราชบัณฑิตยสถานสะกดว่า มุก ในขณะที่พจนานุกรมฉบับมติชนสะกดว่า มุข

แมงมุม

แมลงมุม

 

แมลงดา

แมงดา

เฉพาะแมลง(มี 6 ขา) ส่วนแมงดาจะใช้กับแมงดาทะเล (มี 12 ขา)

แมลงภู่

แมลงพู่, แมงภู่

ทั้งชื่อแมลงและหอย

แมลงวัน

แมงวัน

 

แมลงสาบ

แมลงสาป, แมงสาบ, แมงสาป

 

ไมยราบ

ไมยราพ

ชื่อพืชชนิดหนึ่ง

ไมยราพณ์, มัยราพณ์

ไมยราพ

ตัวละครในรามเกียรติ์

ไมล์

ไมร์, ไมค์

หน่วยวัดระยะทาง

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ยศถาบรรดาศักดิ์

ยศฐาบรรดาศักดิ์

 

ย่อมเยา

ย่อมเยาว์

ราคาย่อมเยา

ยาเกร็ด

ยาเกล็ด

หมายถึง ตำรา

ยานัตถุ์

ยานัตถ์, ยานัด

 

ยีราฟ

จีราฟ

 

เยอรมนี

เยอรมันนี

 

เยาว์วัย

เยาวัย

 

เยื่อใย

เยื่อไย

คำซ้อน เยื่อ + ใย

ใยแมงมุม

ไยแมงมุม

 

ไย

ใย

หมายถึงไฉน, อะไร, ทำไม

ไยดี

ใยดี

 

ไยไพ

ใยไพ

หมายถึงเยาะเย้ย, พูดให้อาย

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

รกชัฏ

รกชัฎ

ใช้ ฏ ปฏัก

รณรงค์

รนรงค์

 

รถยนต์

รถยนตร์

 

รมณีย์

รมนีย์, รมณี

 

รสชาติ

รสชาด

 

ร้องไห้

ร้องให้

 

ระบบนิเวศ

ระบบนิเวศน์

 

ระเบงเซ็งแซ่

ระเบ็งเซ็งแซ่

 

ระเห็จ

รเห็จ, เรห็จ

 

รักษาการ

รักษาการณ์

ปฏิบัติหน้าที่แทน เช่น รักษาการในตำแหน่ง…

รักษาการณ์

รักษาการ

เฝ้าดูแลเหตุการณ์ เช่น ยามรักษาการณ์

รังเกียจ

รังเกลียด, รังเกียด

 

รังควาน

รังควาญ

 

รังสี

รังษี, รังศี

ยกเว้นชื่อเฉพาะ

รัญจวน

รัญจวญ, รัญจวณ

 

รัฐวิสาหกิจ

รัฐวิสาหะกิจ

 

รัศมี

รัสมี, รัษมี

 

รากเหง้า

รากเง่า

เง่า หมายถึงโง่เง่า

ราชภัฏ

ราชภัฎ

ใช้ ฏ ปฏัก

ราชัน

ราชันย์

“ราชัน” หมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน, “ราชันย์” หมายถึง เชื้อสายของพระเจ้าแผ่นดิน

ราดหน้า

ลาดหน้า

 

ราพณาสูร

ราพนาสูร

 

รำคาญ

รำคราญ, รำคาน

 

ริบบิ้น

ริ้บบิ้น

ออกเสียง ริบ โดยไม่มีรูปวรรณยุกต์

รื่นรมย์

รื่นรมณ์

 

เรี่ยไร

เรี่ยราย

เรี่ยราย = เกลื่อนกลาด

แร็กเกต

แร็กเก็ต

 

โรงธารคำนัล

โรงธารกำนัล

หมายถึง ท้องพระโรง

โรมันคาทอลิก

โรมันคาธอลิค

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฤกษ์พานาที

ฤกษ์ผานาที

สองคำที่สับสน คือ “ฤกษ์พานาที” กับ “เลขผานาที”

ฤทธิ์

ฤทธ, ฤทธ์

 

ฤๅ

ฤา

ใช้ลากข้างยาว

ฤๅษี, ฤษี

ฤาษี

ใช้ลากข้างยาว

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ลดาวัลย์

ลัดดาวัลย์, ลดาวัณย์

ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง ยกเว้นชื่อเฉพาะ

ลมปราณ

ลมปราน

 

ลมหวน

ลมหวล

 

ล็อกเกต

ล็อกเก็ต

 

ลองไน

ลองใน

ชื่อจักจั่นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง

ละคร

ละคอน

“ละคอน” เป็นคำไทยโบราณ ใช้เมื่อต้องการรักษาความดั้งเดิมไว้ เช่น สาขาศิลปะและการละคอน

ละเมียดละไม

ลเมียดลไม

 

ละโมบ

ลโมบ,ละโมภ

 

ละเอียดลออ

ลเอียดลออ, ละเอียดละออ

 

ลักเพศ

ลักเพท, ลักเพส

 

ลังถึง

รังถึง

 

ลาดตระเวน

ลาดตระเวณ

มักสับสนกับ “บริเวณ”

ลาดยาง

ราดยาง

เรียกถนนที่ปูผิวจราจรด้วยยางมะตอยผสมกับหินหรือทรายเป็นต้นว่า “ถนนลาดยาง”

ลายเซ็น

ลายเซ็นต์

 

ลาวัณย์

ลาวัลย์

หมายถึง ความงาม ความน่ารัก

ลำไย

ลำใย

คำนอกกฎการใช้ไม้ม้วน

ลำไส้

ลำใส้

คำนอกกฎการใช้ไม้ม้วน

ลิดรอนสิทธิ์

ริดรอนสิทธิ์

 

ลิปสติก

ลิปสติค

 

ลิฟต์

ลิปต์, ลิฟ, ลิฟท์

มาจากคำภาษาอังกฤษ lift

ลือชา

ฦๅชา

ฦ ฦๅ ไม่มีที่ใช้ในปัจจุบัน

ลุกลี้ลุกลน

ลุกลี้ลุกรน

 

ลูกเกด

ลูกเกตุ

 

ลูกนิมิต

ลูกนิมิตร

 

ลูกบาศก์

ลูกบาศ

 

เล่นพิเรนทร์

เล่นพิเรนท์

 

เลย

เรย

 

เล่ห์กระเท่ห์

เล่กระเท่

 

เลือกสรร

เลือกสรรค์

 

เลือดกบปาก

เลือดกลบปาก

 

โล่

โล่ห์

มิได้แผลงมาจาก “โลหะ”

โลกาภิวัตน์

โลกาภิวัฒน์

 

ไล่เลียง

ไล่เรียง, ไร่เรียง, ไร่เลียง

ซักไซ้ ไต่ถาม มักใช้ว่า ซักไซ้ไล่เลียง

ปัจจุบันคำที่ขึ้นต้นด้วย ฦ ฦๅ ไม่นิยมใช้

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

วงศ์วาน

วงษ์วาน

เช่น ชื่อถนน งามวงศ์วาน

วัคซีน

วักซีน

 

วัณโรค

วันโรค, วรรณโรค

 

วันทยหัตถ์

วันทยาหัตถ์

 

วันทยาวุธ

วันทยวุธ

 

วางก้าม

วางกล้าม

วางโต

วาทกรรม

วาทะกรรม

สมาสแล้วไม่มีสระอะ

วายชนม์

วายชน

 

วารดิถี

วาระดิถี

สมาสแล้วไม่มีสระอะ

วาฬ

วาล

 

วิ่งเปี้ยว

วิ่งเปรี้ยว

 

วิ่งผลัด

วิ่งผัด

 

วิตถาร

วิตถาน, วิตถาล

 

วิตามิน

วิตตามิน, วิตะมิน

 

วินาที

วินาฑี

 

วินาศกรรม

วินาศะกรรม

 

วิหารคด

วิหารคต

 

วิญญาณ

วิญญาน

 

เวทมนตร์

เวทย์มนตร์, เวทมนต์

 

เวนคืน

เวรคืน

 

เวียดนาม

เวียตนาม

 

ไวยากรณ์

ไวยกรณ์

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ศรัทธา, สัทธา

ศัทธา

นิยมใช้ “ศรัทธา” มากกว่า

ศศิธร

สสิธร, ศศิทร

ศศิธร หมายถึง ดวงจันทร์

ศักย์

ศักดิ์

ศักย์ ที่หมายถึง ศักย์ไฟฟ้า ศักยภาพ ใช้ ย แต่ ศักดิ์ที่กล่าวถึง ศักดินา ใช้ ด

ศัตรู

สัตรู, ศตรู

 

ศัพท์

ศัพย์

 

-ศาสตรดุษฎีบัณฑิต

-ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

ปริญญาเอก เช่น รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต

-ศาสตรบัณฑิต

-ศาสตร์บัณฑิต

ปริญญาตรี เช่น เศรษฐศาสตรบัณฑิต

-ศาสตรมหาบัณฑิต

-ศาสตร์มหาบัณฑิต

ปริญญาโท เช่น นิติศาสตรมหาบัณฑิต

ศิลป์, ศิลปะ

ศิลป

ใช้เป็นศัพท์โดด

ศิลปกรรม

ศิลปะกรรม

คำสมาส

ศิลปวัฒนธรรม

ศิลปะวัฒนธรรม

หากต้องการแยกคำควรใช้ “ศิลปะและวัฒนธรรม”

ศิลปวัตถุ

ศิลปะวัตถุ

คำสมาส

ศีรษะ

ศรีษะ

 

ศึกษานิเทศก์

ศึกษานิเทศ, ศึกษานิเทศน์

 

โศกนาฏกรรม

โศกะนาฏกรรม, โศกนาฎกรรม

ใช้ ฏ ปฏัก

โศกศัลย์

โสกศัลย์, โศกสันต์

 

โศกเศร้า

โสกเศร้า

 

ไศล

ไสล, ศไล

หมายถึง เขาหิน

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

สกัด

สะกัด

 

สกาว

สะกาว

 

สแกน

แสกน

 

สดับ

สะดับ

 

สถานการณ์

สถานการ, สถานะการณ์

 

สถิต

สถิตย์

ยกเว้น “สถิตยศาสตร์”

สนนราคา

สงวนราคา

“สนนราคา” หมายถึง ราคา ; “สงวนราคา” หมายถึง รักษาระดับราคาไว้

สบง

สะบง

 

สบาย

สะบาย

 

สบู่

สะบู่

 

สไบ

สะไบ, ไสบ

 

สมดุล

สมดุลย์

 

สมเพช

สมเพท, สมเพศ, สมเพส

 

สรรเพชญ

สรรเพชร

 

สรรแสร้ง

สรรค์แสร้ง

 

สรรหา

สรรค์หา

สรรค์ หมายถึง สร้าง, ทำให้เกิดขึ้น

สรวงสวรรค์

สวงสวรรค์

 

สร้างสรรค์

สร้างสรร

 

สวรรคต

สวรรณคต

 

สอบเชาวน์

สอบเชาว์

 

สะกด

สกด

 

สะกิด

สกิด

 

สะคราญ

สคราญ

 

สะดวก

สดวก

 

สะพรึงกลัว

สะพึงกลัว

 

สะพาน

สพาน

 

สะเหล่อ

สะเหร่อ, เสร่อ, เสล่อ

 

สะอาด

สอาด

 

สักการบูชา

สักการะบูชา

คำสมาส

สังเกต

สังเกตุ

 

สังเขป

สังเขบ

 

สังวร

สังวรณ์

 

สังวาล

สังวาลย์

ยกเว้นชื่อเฉพาะ “สังวาลย์”

สังสรรค์

สังสรร

 

สัญลักษณ์

สัญลักษ์, สัญญลักษณ์

 

สัณฐาน

สันฐาน, สันฐาณ, สัณฐาณ

รูปพรรณสัณฐาน

สันโดษ

สัญโดษ

 

สันนิษฐาน

สันนิฐาน, -ฐาณ

 

สับปลับ

สัปลับ

 

สับปะรด

สัปรด, สัปปะรด, สับปะรส

มิได้แผลงมาจาก สรรพรส

สัปเหร่อ

สัพเหร่อ, สัปปะเหร่อ

 

สัพยอก

สรรพยอก

 

สัมภาษณ์

สัมภาษ, สัมภาสน์

 

สัมมนา

สัมนา, สำมะนา

 

สาทร

สาธร

ชื่อถนนสายหนึ่ง และเขตการปกครองในกรุงเทพมหานคร

สาธารณชน

สาธารณะชน

คำสมาส

สาธารณประโยชน์

สาธารณะประโยชน์

คำสมาส

สาธารณสถาน

สาธารณะสถาน

คำสมาส

สาธารณสุข

สาธารณะสุข

คำสมาส

สาบสูญ

สาปสูญ

 

สาบาน

สาบาญ

 

สาปแช่ง

สาบแช่ง

 

สาปสรร

สาบสรร

 

สามเส้า

สามเศร้า

เส้า หมายถึง ไม้หลักหรือวัตถุที่ตั้งหรือปักเป็นสามมุมสำหรับรองรับ

สายสิญจน์

สายสิญจ์

 

สารประโยชน์

สาระประโยชน์

คำสมาส

สารภี

สาระพี, สารพี

ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง ดอกสีขาวกลิ่นหอม, มิได้หมายถึง เครื่องครัว

สาระสำคัญ

สารสำคัญ

มิใช่คำสมาส

สารัตถประโยชน์

สารัตถะประโยชน์

คำสมาส

สารัตถะสำคัญ

สารัตถสำคัญ

มิใช่คำสมาส

สำอาง

สำอางค์

เครื่องสำอาง

สิงโต

สิงห์โต

หรือใช้เพียงคำว่า สิงห์

สิทธิ, สิทธิ์

สิทธ, สิทธ์

 

สีสวาด

สีสวาท, สีสวาส

แมวสีสวาด

สีสัน

สีสรร, สีสรรค์

 

สุกียากี้

สุกี้ยากี้

สามารถเรียกสั้น ๆ ว่า สุกี้

สุคติ

สุขคติ

 

สุญญากาศ

สูญญากาศ

ใช้สระ “อุ”

สูจิบัตร

สูติบัตร

ใบแจ้งกำหนดการ

สูติบัตร

สูจิบัตร

เอกสารหลักฐานการเกิด

เสบียง

สะเบียง, สเบียง

 

เสพ

เสพย์

ปัจจุบันพจนานุกรมให้สะกดแบบเดียวเท่านั้น เช่น เสพสุรา เสพยา เสพเมถุน เสพสม เสพติด (สารเสพติด สิ่งเสพติด ยาเสพติด)

เสิร์ฟ

เสริฟ, เสริฟ์

มาจาก serve ไม่ใช่อักษรควบกล้ำ

เสื้อกาวน์

เสื้อกาว, เสื้อกาวด์

มาจาก gown

เสื้อเชิ้ต

เสื้อเชิ๊ต

 

โสฬส

โสรส

อ่านว่า “โส-ลด”

ไส้

ใส้

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

หกคะเมน

หกคเมน, หกคะเมร

 

หงส์

หงษ์

 

หน็อยแน่

หนอยแน่

 

หนาแน่น

แน่นหนา

– “หนาแน่น” ว่า คับคั่ง, แออัด, เช่น กรุงเทพฯ มีประชากรหนาแน่นมาก.
– “แน่นหนา” ว่า มั่นคง เช่น ใส่กุญแจแน่นหนา มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา, แข็งแรง เช่น ประตูหน้าต่างแน่นหนา, บางทีก็ใช้เข้าคู่กับ ปึกแผ่น เป็น เป็นปึกแผ่นแน่นหนา.

หน้าปัดนาฬิกา

หน้าปัทม์นาฬิกา

 

หม้อห้อม, ม่อห้อม,ม่อฮ่อม

หม้อฮ่อม

 

หมาใน

หมาไน

 

หมามุ่ย, หมามุ้ย

หมาหมุ้ย

 

หมูหย็อง

หมูหยอง

ของกินทำด้วยหมูเนื้อแดงปรุงรส ต้มเคี่ยวให้เปื่อยจนงวด นำไปผัดจนแห้ง ขยี้ให้เป็นฝอย, รวมถึงที่ทำจากวัตถุดิบอื่นด้วย เช่น ไก่หยอง ฯลฯ

หยากไย่, หยักไย่

หยากใย่, หยักใย่

 

หย่าร้าง

อย่าร้าง

 

หยิบหย่ง

หยิบย่ง, หยิบโย่ง

 

ห่วงใย

ห่วงไย

คำที่ใช้ไม้ม้วน

หัวมังกุท้ายมังกร

หัวมงกุฎท้ายมังกร

(สำนวน) ไม่เข้ากัน ไม่กลมกลืนกัน (มังกุคือเรือที่มีกระดูกงูใหญ่)

หัวหน่าว

หัวเหน่า

 

เหม็นสาบ

เหม็นสาป

 

เหล็กใน

เหล็กไน

ให้จำว่า เหล็กอยู่ข้างใน

เหิน

เหิร

 

แหลกลาญ

แหลกราญ, แหลกราน

 

โหยหวน

โหยหวล

 

โหระพา

โหรพา, โหระภา

 

ใหลตาย

ไหลตาย

ใหล หมายถึงหลับใหล (ดู ราชบัณฑิตยสถาน)

ไหม

มั๊ย, ไม๊

อักษรต่ำเติมไม้ตรีไม่ได้ อาจอนุโลมใช้ มั้ย ตามเสียงพูด แผลงมาจาก “หรือไม่”

ไหหลำ

ใหหลำ

ทับศัพท์จากภาษาจีน

ปัจจุบันไม่มีคำที่ขึ้นต้นด้วย “ฬ” คำโบราณที่ขึ้นต้นด้วย “ฬ” หันไปใช้ “ล” แทน เช่น “ฬา” ก็ใช้เป็น “ลา”, “ฬ่อ” ก็ใช้เป็น “ล่อ” เป็นต้น

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

องคชาต

องคชาติ

 

องคุลีมาล

องคุลีมาร

วิสามานยนามเป็นชื่อของพระเถระในพุทธกาล มีความหมายว่า พวงนิ้ว (มาลแปลว่าพวง)

อธิษฐาน, อธิฏฐาน

อธิฐาน, -ฐาณ

 

อนาถ

อนาจ

 

อนาทร

อนาธร

 

อนุกาชาด

อนุกาชาติ

 

อนุญาต

อนุญาติ

ญาติ เขียนมีสระ อิ

อนุมัติ

อนุมัต

 

อนุสาวรีย์

อนุเสาวรีย์, อณุสาวรีย์

 

อเนก

เอนก

มาจาก อน+เอก ตัวอย่างเช่น อเนกประสงค์ อเนกประการ อเนกอนันต์ เว้นแต่วิสามานยนามเช่น เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เอนก นาวิกมูล

อเนจอนาถ

อเนถอนาถ

 

อภิรมย์

อภิรมณ์

 

อภิเษก

อภิเสก

 

อมต, อมตะ

อัมตะ, อำมตะ

 

อมรินทร์

อัมรินทร์

ยกเว้นชื่อเฉพาะ “อัมรินทร์”

อมฤต, อำมฤต

อัมฤต

 

อริยเมตไตรย

อริยเมตตรัย, อริยเมตไตร

 

อริยสัจ

อริยสัจจ์

 

อลักเอลื่อ

อะหลักอะเหลื่อ

 

อลังการ

อลังการ์

อ่านว่า อะ-ลัง-กาน

อวสาน

อวสาณ, อวสานต์

 

อสงไขย

อสงขัย

 

อหังการ์

อหังการ

อ่านว่า อะ-หัง-กา

อหิวาตกโรค

อะหิวาตกโรค

 

ออฟฟิศ

อ็อฟ-, -ฟิซ, -ฟิส, -ฟิต

หรือใช้คำว่า สำนักงาน

อะลุ่มอล่วย, อะลุ้มอล่วย

อะลุ่มอะล่วย, อลุ่มอล่วย

 

อะฟลาทอกซิน

อัลฟาทอกซิน

ทับศัพท์จาก aflatoxin

อะไหล่

อะหลั่ย

 

อักขรวิธี

อักขระวิธี

สมาสแล้วตัดสระอะ

อักษร

อักศร, อักสร

 

อัญชัน

อัญชัญ

 

อัฒจันทร์

อัธจันทร์

 

อัตคัด

อัตคัต

 

อัตนัย

อัตตะนัย

“อัตนัย” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “subjective” บางทีใช้ “อัตวิสัย” หรือ “จิตวิสัย” หมายความว่า “ที่มีอยู่ในจิต, ที่เกี่ยวกับจิต; ที่จิตคิดขึ้นเองโดยไม่อาศัยวัตถุภายนอก”

อัธยาศัย

อัทยาศัย, อัธยาษัย

 

อัมพาต

อัมพาส

 

อากาศ

อากาส

 

อาฆาตมาดร้าย

อาฆาตมาตร้าย

 

อาเจียน

อาเจียร

 

อานิสงส์

อานิสงฆ์

 

อาเพศ

อาเพส, อาเภส

 

อารมณ์

อารมย์

 

อาวรณ์

อาวร

 

อาสน์สงฆ์

อาสสงฆ์

 

อำนาจบาตรใหญ่

อำนาจบาทใหญ่

 

อำมหิต

อัมหิต

 

อินทรธนู

อินธนู, อินทร์ธนู

 

อินทรี (นกอินทรี, ปลาอินทรี)

อินทรีย์ (นกอินทรีย์, ปลาอินทรีย์)

 

อินทรียวัตถุ

อินทรีวัตถุ, อินทรีย์วัตถุ

 

อินฟราเรด

อินฟาเรด, อินฟาร์เรด

ทับศัพท์จาก infrared

อิริยาบถ

อิริยาบท

 

อิสรภาพ

อิสระภาพ

คำสมาส

อิสรเสรี

อิสระเสรี

คำสมาส

อีเมล

อีเมล์

ทับศัพท์จาก e-mail

อีสาน

อิสาน, -สาณ

 

อุกกาบาต

อุกาบาต

 

อุกฤษฏ์

อุกฤติ

 

อุดมการณ์

อุดมการ

 

อุทธรณ์

อุธรณ์

 

อุทาหรณ์

อุธาหรณ์, อุทาหร

 

อุบาทว์

อุบาท

 

อุปการคุณ

อุปการะคุณ

คำสมาส

อุปถัมภ์

อุปถัมธ์, อุปถัมน์

 

อุปโลกน์

อุปโลก

 

อุปัชฌาย์

อุปัชฌา, อุปัชชา

 

อุโมงค์

อุโมง

 

เอกเขนก

เอกขเนก

 

เอกฉันท์

เอกฉัน, เอกะฉันท์

 

เอ็นดอร์ฟิน

เอ็นโดรฟิน

ทับศัพท์จาก endorphine

โอกาส

โอกาศ

 

ไอศกรีม

ไอศครีม, ไอติม

 

คำที่เขียนถูก

มักเขียนผิดเป็น

หมายเหตุ

ฮ่อยจ๊อ

หอยจ๊อ, ห้อยจ๊อ, -จ้อ

 

เฮโลสาระพา, เฮละโลสาระพา

เฮโลโหระพา, เฮละโลโหระพา

 
     

การใช้คำให้เหมาะสม การใช้คำในภาษาไทยใช้ต่างกันตามความเหมาะสม ประกอบด้วยเสียงและความหมาย การรู้ จักเลือกคำมาใช้ให้ถูกต้อง ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

๑. การใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย ความหมายของคำ ที่จะกล่าวถึงมีดังนี้คือ

๑.๑ คำที่มีความหมายตรงและความหมายโดยนัย – ความหมายตรง คือ ความหมายที่เป็นที่รับรู้ เข้าใจตรงกันในหมู่ผู้ใช้ภาษาไม่ต้องตี ความเป็นอย่างอื่น – ความหมายแฝง คือ ความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในความหมายของคำนั้นๆ เป็นความ หมายที่เพิ่มขึ้นจากความหมายตรง จะเข้าใจตรงกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ประสบการณ์ของ แต่ละบุคคล ตลอดจนคำแวดล้อม

๑.๒ คำบางคำอาจมีได้หลายความหมาย คือ เมื่ออยู่ในประโยคหนึ่ง คำบางคำอาจมี ความแตกต่างไปจากเมื่ออยู่ในอีกประโยคหนึ่ง ๑.๓ คำบางคำมีความหมายใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผู้ใช้ภาษาเกิดความสับสนได้ …ตัวอย่างคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน>>

๒. การใช้คำให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ ไวยากรณ์ หมายถึง หลักว่าด้วยรูป และระเบียบวิธีการประกอบรูปคำให้เป็นประโยค ชนิดของคำแบ่งออกเป็น ๗ ชนิด ได้แก่

– คำนาม

– คำสรรพนาม

– คำกริยา

– คำวิเศษณ์

– คำบุพบท

– คำสันธาน

– คำอุทาน

๓. การเขียนสะกดการันต์ให้ถูกต้อง การเขียนสะกดคำเนเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเขีนยสะกดบกพร่องหรือผิดความาหมายก็อาจจะ เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้น ในการเขียนจึงต้องอาศัยการสังเกตและการจดจำหลักการเขียนคำประเภท ต่างๆ ดังนี้

– คำสมาส

– คำพ้องเสียง

– คำที่ใช้ ซ, ทร

– คำที่ใช้ ใ-, ไ- – คำที่ออกเสียง อะ

– การใช้วรรณยุกต์ – คำที่มีตัวการันต์

– คำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

๔. การออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจน พยางค์หนึ่งๆ ในภาษาไทยประกอบด้วย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ถ้าเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เปลี่ยนไป ความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะทำให้สื่อความหมายผิดพลาดได้ เรื่องนี้ต้องอาศัยการสังเกตและจดจำเป็นสำคัญ …ตัวอย่างการออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจน>> การใช้คำในภาษาไทยใช้ต่างกันตามความเหมาะสมหรือตามระดับของคำ เวลานำคำไปใช้จะต้อง คำนึงถึงความเหมาะสมของบุคคล กาลเทศะ โอกาส และความรู้สึก ระดับของภาษาแบ่งอย่างกว้างๆ ได้ ๓ ระดับคือ

๑. ภาษาปาก เป็นภาษาที่ใช้พูดหรือเขียน เพื่อความเข้าใจในกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม กัน ถ้อยคำที่ใช้ไม่ต้องพิถีพิถันกันมากนัก

๒. ภาษากึ่งแบบแผน เป็นภาษาที่ใช้ทั้งในการพูดและเขียน

๓. ภาษาแบบแผน เป็นภาษาที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าถูกต้องและประณีต มักใช้ในการพูดและ เขียนที่เป็นทางการ …ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับต่างๆ>> การใช้คำให้เหมาะสม ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

๑. การใช้คำให้เหมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะ การใช้คำที่สุภาพหรือคำที่เหมาะสมกับบุคคลเป็น เรื่องที่คนไทยถือเป็นเรื่องสำคัญ ควรใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม …ตัวอย่าง>>

๒. การใช้คำให้เหมาะสมกับความรู้สึก คำบางคำในภาษาไทยจะแสดงความรู้สึกของผู้ใช้ภาษาได้ ว่ารู้สึกเช่นใด ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลต่อความรู้สึกของผู้รับสารได้เช่นกัน หวังว่า ท่านจะนำหลักการเหล่านี้ไปเป็นพื้นฐานในการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

การใช้ภาษา

การใช้ภาษาแสดงออกทางความคิด

มนุษย์สามารถใช้ภาษาแสดงออกทางความคิดของตนได้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ คือ
          1.ใช้ภาษาแสดงเหตุผล
          2.ใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
          3.ใช้ภาษาในการโต้แย้ง
          4.ใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ

การใช้ภาษาแสดงเหตุผล

ความหมายของคำว่าเหตุผล

เหตุผล หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ รวมทั้งข้อเท็จจริง ที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจ หรือข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเราใช้ เหตุผล ในการสนับสนุน ข้อสรุป เราอาจจะเรียก เหตุผล ว่าข้อสนับสนุนก็ได้ และข้อสรุป เป็นคำกลาง ๆ เป็นศัพท์เฉพาะ ที่เกี่ยวกับการแสดงเหตุผล ในภาษาที่ใช้กันอยู่ตามปกตินั้นอาจเรียกว่า ข้อสังเกต,การคาดคะเน, คำวิงวอน, ข้อคิด, หรือการตัดสินใจ ก็ได้

โครงสร้างของการแสดงเหตุผลและภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล

     1. โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย
            – ตัวเหตุผล หรือเรีรยกว่า ข้อสนับสนุน
            – ข้อสรุป
     2. ภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล
มี 4 ลักษณะดังต่อไปนี้
2.1ใช้สันธานที่จำเป็นบางคำ มักเรียงเหตุผลไว้ก่อนสรุป โดยใช้สันธาน จึง เพราะ เพราะว่า เพราะฉะนั้น เพราะ……จึง หรืออาจเรียงข้อสรุปไว้ก่อนเหตุผล โดยใช้คำสันธาน เพราะ เพราะว่า ทั้งนี้เพราะว่า
2.2 ไม่ใช้สันธาน แต่เรียบเรียงข้อความโดยวางส่วนที่เป็นเหตุผล หรือส่วนที่เป็นข้อสรุปไว้ให้เหมาะสม  ผู้ฟังก็จะรับสารได้ว่า ข้อความนั้นเป็นการแสดง เหตุผล อยู่ในตัว เช่น ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ เป็นอันขาด ฉันได้รับการสั่งสอนจากคุณแม่ให้สู้เสมอ จะเห็นว่า วรรคแรก เป็นข้อสรุป วรรคที่สอง เป็นเหตุผลที่สนับสนุนข้อสรุป
2.3 ใช้กลุ่มคำเรียงกันบ่งชี้ว่า ตอนใดเป็นเหตุผล หรือข้อสรุป เมื่อต้องการชี้เหตุผลและข้อสรุป ให้ชัดแจ้งลงไป ก็ระบุไปว่า ข้อสรุป ข้อสรุปว่า เหตุผลคือ เหตุผลที่สำคัญคือ
2.4 ใช้เหตุผลหลาย ๆ ประกอบกันเข้า เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อสรุปของตน โดยแยกแยะเหตุผลเป็นข้อ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น

กระบวนการแสดงเหตุผลและการอนุมาน

การอนุมาน หมายถึงกระบวนการคิดในการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ การอนุมานมี 2 ประเภท คือ การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย และการอนุมานด้วยวิธีอุปนัย

การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย
การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวม ไปหาส่วนย่อยหรือการอนุมาน จากหลักความจริงทั่วไปกับกรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง แล้วอนุมาน ได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง เช่น

หลักความจริงทั่วไป

– มนุษย์ทั้งปวงต้องการปัจจัยสี่

กรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง

– ฉันเป็นมนุษย์

กรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง

– เพราะฉะนั้นฉันต้องการปัจจัยสี่

หรืออาจจะใช้วิธีนิรนัยอย่างย่อเป็น ฉันเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ฉันต้องการปัจจัยสี่ หรือนี้จะใช้ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นกรณีเฉพาะกี่กรณี ก็ได้ เป็นข้อสนับสนุน เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ทั่วไป วิธีอุปนัยนี้อาจจะใช้แนวเทียบในการหาข้อสรุปก็ได้

ข้อควรสังเกต ข้อสรุปด้วยวิธีนิรนัย ต้องเป็นเช่นนั้น ,ข้อสรุปด้วยวิธีอุปนัย น่าจะเป็นเช่นนั้น

ความหมายของคำ เหตุ และ ผล
เหตุ หรือ สาเหตุ หรือมูลเหตุ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งอื่นตามมา
ผล หรือ ผลลัพธ์ คือ สิ่งที่เกิดตามมาจากเหตุ
การอนุมานโดยพิจารณา สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน การอนุมานด้วยวิธีนี้คือ การอนุมานแบบวิธีอุปนัยนั่นเอง แบ่งได้ 3 ประเภทด้วยกันคือ
1. การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ เป็นการอนุมานโดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจหาข้อสรุปว่าปรากฎการณ์นั้นทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร เช่น ขยันดูหนังสือ (สาเหตุ) -> อนุมาน -> สอบได้ (ผลลัพธ์)
     2. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ
เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์ โดยอาศัยความรู้และเข้าใจของเรา เพื่อสืบหาสาเหตุ เช่น ผลการสอบ ไม่เป็นที่พอใจ -> อนุมาน -> ความไม่ประมาท ไม่เอาใจใส่
    3. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์
เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ว่าเป็นผลลัพธ์ของสาเหตุใด แล้วพิจารณาต่อไปว่า สาเหตุนั้น อาจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์อื่นๆ อีก  ตัวอย่างอนุมานเช่น ตกคณิต (ผลลัพธ์) -> อ่อนคณิต (สาเหตุ) -> ตกฟิสิกส์ (ผลลัพธ์)
การรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลนี้ ช่วยให้รู้จักพิจารณาสังเกตและทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีระเบียบ

การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ

ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล
โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
1.ที่มา คือ ส่วนที่เป็นเรื่องราวต่างๆที่ทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ
2.ข้อสนับสนุน คือ ข้อเท็จจริง หลักการ รวมทั้งทรรศนะหรือมติของผู้อื่น ที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาใส่ เพื่อสนับสนุนทรรศนะของตน
3.ข้อสรุป คือ สารสำคัญที่สุดของทรรศนะ อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย หรือ ประเมินค่า

ความแตกต่างระหว่างทรรศนะของบุคคล
ทรรศนะของคนในสังคม อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 2 ประการคือ
1. คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ เชาว์ ปฏิภาณ ไหวพริบ ความถนัด เป็นต้น จะพัฒนาได้ เต็มที่ต้องอาศัยการส่งเสริม และสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม
2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลมีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องความรู้ ประสบการณ์ความเชื่อและค่านิยมดังนี้

ความรู้ประสบการณ์

จะทำให้บุคคลแสดงทรรศนะได้แตกต่างกันไป

ความเชื่อ

บุคคลแสดงทรรศนะต่างกันตามความเชื่อ ซึ่งได้จากการศึกษาอบรมทางครอบครัว และสิ่งแวดล้อม หรือวัยและประสบการณ์

ค่านิยม

คือ ความรู้สึกที่มีอยู่ในจิตใจแต่ละคน เป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรมและอิทธิพลต่อการแสดงทรรศนะของบุคคล

ประเภทของทรรศนะ

    1. ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง คือ ทรรศนะที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง  การแสดงทรรศนะประเภทนี้ จึงเป็นเพียงการสันนิษฐาน จะน่าเชื่อถือเพียงใดขึ้นกับข้อสนับสนุน
2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณค่า ค่านิยมเป็นทรรศนะที่ประเมินว่าสิ่งใดดีหรือด้อย เป็นประโยชน์หรือ โทษ
3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย เป็นทรรศนะที่บ่งชี้ว่าควรทำอย่างไร อย่างไรต่อไปในอนาคต หรือ ควรแก้ไขปรับปรุงสิ่งใดไปในทางใด อย่างไร การแสดงทรรศนะ เกี่ยวกับนโยบาย มักจะต้องเสนอข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนนโยบายและประเมินค่านโยบายที่เสนอนั้นด้วย

วิธีใช้ภาษาในการแสดงทรรศนะ

ภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะนั้น จะต้องใช้ถ้อยคำกะทัดรัด ให้คำที่มีความหมายแจ่มชัด การเรียงลำดับ ความไม่สับสน วกวน และต้องใช้ภาษาให้ถูกต้อง กับระดับการสื่อสาร

ลักษณะที่ควรสังเกตในการใช้คำหรือกลุ่มคำในการแสดงทรรศนะ

     1. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 หรือคำนามที่ประกอบกับกริยาวลีที่ชี้ชัดว่า เป็นการแสดงทรรศนะ เช่น พวกเรามีความเห็นว่า ……… , ข้าพเจ้าเข้าใจว่า…………… , ผมขอสรุปว่า……………..
     2. ใช้คำหรือวลีที่บ่งชี้ว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น คำว่า น่า คง คงจะ ควร พึง ตัวอย่าง เช่น รัฐบาลน่าจะทบทวน……. คณะนักเรียนคงเข้าใจผิดว่า……. , โรงเรียนควรจะต้องคำนึงถึง……..

การประเมินค่าทรรศนะ

     1. ประโยชน์และลักษณะสร้างสรรค์ ทรรศนะที่ดีควรก่อให้เกิดประโยชน์ และก่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะเดียวกันก็คงสิ่งดีงามของสังคมไว้
     2. ความสมเหตุสมผล ทรรศนะที่ดีจะต้องมีข้อสนับสนุน ที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อ
     3. ความเหมาะสมกับผู้รับสาระและกาลเทศะ ในการพิจารณา จะต้องพิจารณาด้วยว่าทรรศนะนั้น  แสดงแก่ผู้ใดและในโอกาสใด เพื่อจะประเมินได้ว่า เหมาะสมหรือไม่
การใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน แม่นตรงตามที่ต้องการ และเหมาะสม แก่ระดับการสื่อสารหรือไม่ เพียงใด

การโน้มน้าวใจ

การโน้มน้าวใจ คือ การใช้ความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติค่านิยมและการกระทำของบุคคลอื่น ด้วยกลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจต้องการ

ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์กับการโน้มน้าวใจ

ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์สร้างทัศนคติความเชื่อค่านิยม รวมทั้งกระทำพฤติกรรมอื่นๆ อีกนานัปการ เพื่อสนองความต้องการ ของตน เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ถูกเร้าจนกระจักษ์ว่าถ้าตนได้ปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำไปตามแนวทางที่ถูกรบเร้านั้นแล้ว ตนก็จะได้รับสิ่ง ซึ่งสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐาน ตามความปรารถนา เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ถูกโน้มน้าวใจได้ หลักสำคัญที่สุดของการโน้มน้าวใจคือการทำให้มนุษย์ประจักษ์แก่ใจตนเองว่า ถ้าเชื่อเห็นคุณค่าหรือกระทำตามที่ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนำ ก็จะได้รับผลที่ตอบสนองความต้องการขึ้นพื้นฐานของตน

การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ

1.

การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจโดยธรรมดาบุคคลที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความรู้จริง มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป

2.

การแสดงให้ประจักษ์ ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจต้องแสดงให้ประจักษ์ว่า เรื่องที่ตนกำลังโน้มน้าวใจมีเหตุผลหนักแน่น และมีคุณค่าควร แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง

3.

การแสดงให้ประจักษ์ถึงความรู้สึก และอารมณ์ร่วมบุคคลที่มีอารมณ์ร่วมทันย่อมคล้อยตามทันได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีความรู้สึกปฏิปักษ์ต่อกัน เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วมออกมา การโน้มน้าวใจก็จะสัมฤทธิ์ผล

4.

การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสียผู้โน้มน้าวใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตนต้องการ โดยชี้ให้ว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็นโทษ อย่างไร ด้านที่เป็นคุณอย่างไร

5.

การสร้างความหรรษาแก่ผู้รับสารการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน จะทำให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการต่อต้านมาเป็นความรู้สึกกลางๆ พร้อมที่จะคล้อยตามได้

6.

การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์ขึ้นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้ มักจะทำให้มนุษย์ไม่ใช่เหตุผลอย่างถี่ถ้วน พิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้โน้มน้าวใจเสมอแนะได้ง่าย

น้ำเสียงของภาษาที่โน้มน้าวใจ

ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ ขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจซึ่งในการใช้ถ้อยคำให้เกิดน้ำเสียงดังกล่าว จะต้องเลือกใช้คำที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึง จังหวะและความนุ่นนวลในน้ำเสียง

การพิจารณาสารโน้มน้าวใจลักษณะต่างๆ

1.

คำเชิญชวน เป็นการแนะให้ช่วยกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง กลวิธีคือ การชี้ให้เห็นผู้ถูกโน้มน้าวใจเกิดความภาคภูมิใจว่า ถ้าปฏิบัติตามคำเชิญชวน จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

2.

โฆษณาสินค้าหรือโฆษณาบริการ ลักษณะสำคัญของโฆษณาสินค้าคือ
2.1 จะมีส่วนนำที่สะดุดหูสะดุดตาซึ่งมีผลทำให้สะดุดใจสาธารณชน
2.2 ตัวสารจะไม่ใช่ถ้อยคำที่ยืดยาว มักเป็นรูปประโยคสั้นๆ หรือวลีสั้นๆ
2.3 เนื้อหาจะชี้ให้เห็นถึงความดีของสินค้า
2.4 ผู้โฆษณาจะโน้มน้าวใจที่มุ่งสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
2.5 เนื้อหาของการโฆษณา จะขาดเหตุผลที่หนักแน่นและรัดกุม
2.6 สารโฆษณาจะปรากฎทางสื่อต่างๆ ซ้ำๆ กัน

3.

โฆษณาชวนเชื่อ เป็นการพยายามโดยจงใจเจตนา ที่จะเปลี่ยนความเชื่อและการกระทำของบุคคล ให้เป็นไปในทางที่ตนต้องการ ด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึง ถึงความถูกต้อง ของเหตุผลและข้อเท็จจริง ผู้โฆษณามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความเชื่อและอุดมการณ์ของคน ให้นิยมเลื่อมใสในอุดมการณ์ฝ่ายตน และกระทำพฤติกรรมต่างๆ ตามที่ฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อต้องการ

กลวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อ

1.

การตราชื่อ เป็นการเบนความสนใจและผู้รับสารไปจากเหตุผลและข้อเท็จจริง ผู้รับสารควรพิจารณาหลักการและเนื้อหาต่างๆ ให้รอบคอบเสียก่อน โดยไม่ใช้ความคิด หรือเหตุผลตรวจสอบ

2.

การกล่าวสรุปรวมๆ ด้วยถ้อยคำหรูหรา ผู้โน้มน้าวใจมักจะใช้ถ้อยคำที่ผูกพันความคิด หลักการ บุคคล สถาบันและอุดมการณ์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เลื่อมใส ด้วยความคิด บุคคลและสถาบัน

3.

การอ้างบุคคลหรือสถาบัน ผู้โฆษณาจะเน้นการใช้วิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย หลักการหรืออุดมการณ์ของตน

4.

การทำเหมือนชาวบ้านธรรมดา ผู้โฆษณาจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิดของตน ให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้านเพื่อแสดงตนว่า ตนเป็นพวกเดียวกับ ชนเหล่านั้น

5.

การกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ผู้โฆษณาจะเลือกนำแต่เฉพาะแง่ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากล่าวโดยพยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็นโทษ

6.

การอ้างคนส่วนใหญ่ ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตระหนักว่าคนส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้

การโน้มน้าวใจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ต่อเมื่อ ผู้โน้มน้าวใจมีเจตนาที่ลวง กลบเกลื่อน หรือปิดบังไม่ให้ผู้รับการได้รับรู้ความจริงและเหตุผลที่จะเป็นต้องรู้

การใช้ภาษาในการสื่อสาร

หลักการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

– ความหมายและความสำคัญของการสื่อสาร
– จุดประสงค์ของการสื่อสาร
– องค์ประกอบของการสื่อสาร
– ประเภทของการสื่อสาร
– ปัญหา/อุปสรรคของการสื่อสาร

การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

– การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร
– ภาษา
– คำ/ความหมายของคำ
– ประโยค

ระดับภาษาและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง

– ภาษาพูด ภาษาเขียน
– ภาษาทางการและไม่เป็นทางการ/ระดับภาษา
– ตัวอย่างการใช้ภาษา

การฟัง

– การจับประเด็นสำคัญ
– การจดคำบรรยาย

การพูด

– การเตรียมการพูด
– บุคลิกภาพของผู้พูด
– การพูดในที่ประชุม

การพูดในโอกาสต่างๆ / การสื่อสารทางโทรศัพท์

– จุดประสงค์ของการสื่อสารทางโทรศัพท์
– หลักของการสื่อสารทางโทรศัพท์
– มารยาทในการโทรศัพท์

การอ่านและการอ่านจับใจความสำคัญ

– จุดประสงค์ของการอ่าน
– วิธีการอ่านหนังสือ
– ขั้นตอนการอ่านจับใจความสำคัญ

การอ่านและการอ่านจับใจความสำคัญ

– จุดประสงค์ของการอ่าน
– วิธีการอ่านหนังสือ
– ขั้นตอนการอ่านจับใจความสำคัญ

การอ่านและการเก็บบันทึกข้อมูล

– หัวเรื่อง แหล่งที่มาของข้อมูล และเนื้อเรื่อง
– ตัวอย่าง ส่วนประกอบการเก็บบันทึกข้อมูล

หลักการเขียนทั่วไปและการเขียนโครงงาน

– ความสำคัญของการเขียน
– จุดประสงค์ของการเขียน
– รูปแบบการเขียน
– ขั้นตอนการเขียน
– การเขียนโครงเรื่อง

การเขียนย่อหน้าและเรียงความ

– การเขียนย่อหน้า
– ชนิดของย่อหน้า
– ส่วนประกอบของย่อหน้า
– หลักการเขียนย่อหน้า
– การเขียนเรียงความ /การเขียนความเรียง
– โวหาร
– เครื่องหมายวรรคตอน

การเขียนจดหมายเชิญประชุมและรายงานการประชุม

– คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการประชุม
– จดหมายเชิญประชุม
– รายงานการประชุม

จดหมายสมัครงาน

– จดหมายส่วนตัว
– จดหมายธุรกิจ
– จดหมายราชการ
– จดหมายสมัครงาน
– แบบฟอร์มจดหมายสมัครงาน

การสัมภาษณ์งาน

– การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
– การวางตัวขณะสัมภาษณ์
– คำถามที่มักใช้ในการสอบสัมภาษณ์
– ลักษณะไม่เหมาะสมที่เป็นอุปสรรคต่อการสัมภาษณ์งาน

9. เอกสารอ้างอิง

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/214597

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94

http://blog.eduzones.com/winny/3597

http://www.gened.siam.edu/index.php?option=com_content&view=article&id=73&Itemid=100

ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์

ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์

clip_image002[8]

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุกสาขา วิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายทั้ง ในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และประโยชน์หรือผลงานที่ได้ โครงงานคอมพิวเตอร์มีหลายประเภท ในที่นี้แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development) โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) โครงงานจำลองทฤษฏี (Theory Simulation) โครงงานประยุกต์ใช้งาน (Application) และโครงงานพัฒนาเกม (Game Development)โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา

ลักษณะ เด่นของโครงงานประเภทนี้ คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงาน ประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ตัวอย่างโครงงาน เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาล ตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อการชำกิ่งกุหลาบ หลักภาษาไทย และสถานที่สำคัญของประเทศไทย เป็นต้น

โครงงานพัฒนาเครื่องมือ clip_image004[8]

โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือช่วยสร้างงานประยุกต์ต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปซอฟต์แวร์ เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน และซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลคำ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้ในการพิมพ์งานต่างๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์การวาดรูป พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้การวาดรูปบนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปได้ โดยง่าย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ ใช้สำหรับช่วยการออกแบบสิ่งของ อาทิเช่น ผู้ใช้วาดแจกันด้านหน้า และต้องการจะดูว่าด้านบนและด้านข้างเป็นอย่างไร ก็ให้ซอฟต์แวร์คำนวณค่าและภาพที่ควรจะเป็นมาให้ เพื่อพิจารณาและแก้ไขภาพแจกันที่ออกแบบไว้ได้อย่างสะดวก เป็นต้น

โครงงานจำลองทฤษฏี clip_image005[8]

โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการจำลอง การทดลองของสาขา ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ไม่สามารถทดลองด้วยสถานการณ์จริงได้ เช่น การจุดระเบิด เป็นต้น และเป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการข้อเท็จจริง และแนวคิดต่างๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษาแล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง

หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคำอธิบาย พร้อมทั้งการจำลองทฤษฏีด้วยคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นภาพ ภาพที่ได้ก็จะเปลี่ยนไปตามสูตรหรือสมการนั้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่างโครงงานจำลองทฤษฎี เช่น การทดลองเรื่องการไหลของของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาปิรันย่า และการทดลองเรื่องการมองเห็นวัตถุแบบสามมิติ เป็นต้น

โครงงานประยุกต์ใช้งาน

โครงงานประยุกต์ใช้งานเป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อ ประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งภายในอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี และซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดสร้างสิ่งของขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้นๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับ ปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้ผู้เรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โครงงานพัฒนาเกม

โครงงานพัฒนาเกมเป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมทายคำศัพท์ และเกมการคำนวณเลข เป็นต้น ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกความคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจแก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่างๆ

การจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์นั้น ผู้เรียนควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หลักการที่ใช้ในการแก้ปัญหา กระบวนการแก้ปัญหา หลักการเขียนโปรแกรม และการแทนข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเริ่มทำโครงงาน และใช้ความรู้ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้ใหม่ในโครงงาน คอมพิวเตอร์ โดยในการทำโครงงานผู้เรียนอาจจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับความรู้ใหม่เพิ่ม เติมอีกด้วย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design) และการสืบค้นข้อมูล (Information Retrieval) เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับหัวข้อที่ผู้เรียนเลือกทำโครงงาน

แหล่งอ้างอิง http://sites.google.com/site/adbandon/ng-23102-thekhnoloyi-sarsnthes-5/khwam-kawhna-thekhnoloyi-khxng-thiy

นางสาว สุนิตาไชยเดช ม.3/1 เลขที่30

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.